ยอมเด็ก! กับการตั้งเงื่อนไข

ตอนนั่งฟังธรรมะจากพระอาจารย์ในช่วงถามตอบ พระอาจารย์ถามว่าอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว ผมตอบไปว่าสิบกว่าปี ในขณะเดียวกันรุ่นพี่ญาติธรรมพูดแทรกขึ้นมาบอกแทนเราเสร็จสรรพ ว่าเรากำลังจะบวชเพราะพ่อไม่สบาย ที่นู่นที่นี่ เป็นเวลานานเท่านั้นเท่านี้ ใจมันฉุนกึกขึ้นมาว่าเค้ามีสิทธิ์อะไรที่มาพูดเรื่องของเราต่อหน้าพระอาจารย์ ขนาดเราเองยังไม่พูดอะไรเลย…

จัดการคุยกับตัวเองเสร็จสรรพ บันทึกบทสนทนากับตัวเองดังนี้

ถามตัวเอง: เอ… เป็นอะไรอีกละ ใจมันขุ่นอีกละ เกิดอะไรขึ้น
เค้าพูดเรื่องของเรา > เราโกรธเพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วเอามาพูดในที่ๆ เราไม่อยากให้เค้าพูด

ถามตัวเอง: เอแล้วเราเคยทำเป่านะ
เคยนะ… เราเองก็พูดเรื่องคนอื่นให้กับคนอื่นฟัง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่แชร์ได้ หรือไม่ก็มีประโยชน์กับคนอื่น

ถามตัวเอง: อ่าวแล้วอย่างนี้มันเหมือนกันมั้ยล่ะ
เหมือนเลย พี่เค้ากะเราเหมือนกัน…

ถามตัวเอง: แล้วทำไมเรื่องบวชพูดกะคนนี้ได้ พุดกะคนนี้ไม่ได้
จริงๆ เลย… ใจเรามันมีแต่ condition ที่ซํบซ้อนอย่างไรเหตุผล คนนี้พูดเรื่องนี้ได้ คนนั้นพูดเรื่องนี้ไม่ได้ คนนี้พูดได้แต่พูดตรงนี้ไม่ได้ คนนั้น พูดอย่างนี้ไม่ได้ แต่พูดอีกแบบได้!

ถามตัวเอง: อ่าวแล้วเราเคยบอก condition อันซับซ้อนอันนี้ให้กับ คนอื่นๆหรือเปล่า
ไม่เคยเลย…

ถามตัวเอง: แล้วเค้าจะรู้ได้ยังไงล่ะ
ไม่มีทางรู้เลย…

ถามตัวเอง: แล้วไปโกรธเค้า มันแฟร์มั้ยเนี่ย
ไม่แฟร์เลย บ้าไปแล้ว…

เราสร้าง condition ที่จะรับฟัง หรือ ยอมให้คนอื่นพูดตลอดเวลา ผมมานึกต่อว่าถ้าเราทำอย่างนี้จริงๆ แล้วมันก็คือเราพยายามที่จะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสภาพแวดล้อมนี่เอง เราไม่สามารถที่จะไปบังคับคนทุกคน ให้พูดหรือไม่ให้พูดอะไรก็ตาม เค้าอยากจะพูดเค้าก็พูด เค้าเห็นว่าเหมาะสมเค้าก็พูด ความเห็นมันก็ไม่ตรงกันเท่านั้นเอง เค้าเห็นว่าเหมาะสมเลยพูด เราเห็นว่ามันไม่เหมาะสม เลยไม่อยากให้เค้าพูดก็เท่านั้น แล้วการที่เค้าพูดเรื่องบวช การบวชมันก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องที่น่าพูดถึงไม่ใช่เหรอ แล้วเราจะไปห้ามหรือไม่อยากให้เค้าพูดกับพระอาจารย์ทำไม คิดได้อย่างนี้ใจก็เบาลง จำได้ว่าพี่หันมาถามคำถามอะไรซักอย่าก ผมตอบรับโดยไม่ได้ติดใจอะไรอีก…

กับคนอายุน้อยกว่า เราก็เคยมีปัญหาเช่นกัน บางครั้งจะรุ้สึกไม่พอใจเวลา เด็กเค้าแนะนำอะไร หรือ ตักเตือนอะไรด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ในใจมันแปลความหมายไปเลยว่าเค้าไม่เคารพ เค้าไม่เกรงใจเรา แต่ก่อนก็ดื้อไม่อยากฟัง หลังจากได้มาเข้าวัน ก็เปลี่ยนความเห็นตรงนี้ใหม่ เพราะคนที่สอนธรรมะส่วนมากจะเด็กว่าเรา ถ้าเราไม่ฟังเค้าเราจะได้ธรรมะได้ยังไง แล้วเราเสียผลประโยชน์แค่ไหน กับการที่เราไปติดเรื่องของอายุ เรื่องของสัมมาคารวะ หรือ การพูดจาภาษาดอกไม้ ถ้าคนเหล่านั้นเค้าไม่หวังดีกับเรา แล้วเค้าจะมาพูดมาตักเตือนเราทำไม เราจะเป็นอย่างที่เค้าว่า หรือไม่เป็นอย่างที่เค้าว่า ก็มีคนเดียวเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ก็คือตัวเราเอง การที่เค้าพูดจาชมเชย ติดเตียน ว่ากล่าวเรานั้น มันไม่ได้เป็นตัววัด หรือทำให้เราเป็นคนดีขึ้นหรือเลวลงเลย ตัวเราเองต่างหากที่จะเป็นผู้ที่ทราบและตัดสินตรงนี้ได้ ดังนั้นในมุมมองของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้เกี่ยวกับคนพูด แต่เกี่ยวกับคนฟังหรือตัวเราเอง ว่าจะเอาประโยชน์จากการฟังคนแต่ละคนได้แค่ไหนต่างหาก

>