<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>7monthsproject</title>
	<atom:link href="http://7monthsproject.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://7monthsproject.com</link>
	<description>Follow Buddha&#039;s Wisdom and Teaching</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Aug 2012 17:11:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.5.1</generator>
		<item>
		<title>Root cause&#8230;</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=650</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=650#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Aug 2012 16:34:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=650</guid>
		<description><![CDATA[วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปงานเข้าพรรษาที่วัด หลังจากเสร็จงาน หลวงพี่พูดกับแม่ชีว่า เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยมาธรรมะท้อควันเสาร์เลย แม่ชีบอกเค้ากำลังเท่อยู่ ฟังดูงง ได้แต่ยิ้มไม่ได้คิดอะไร&#8230; เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ หลวงพี่ text มาบอกว่า &#8220;Are you coming to dhamma talk?&#8221; ตอนแรกตัี้งใจจะตอบ + อธิบายว่าทำไม (เหตุุผลเพราะพาแม่ไป shopping&#8230; แม่กำลังจะกลับเมืองไทย) แต่ คิดไปคิดมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอธิบาย...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปงานเข้าพรรษาที่วัด หลังจากเสร็จงาน หลวงพี่พูดกับแม่ชีว่า เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยมาธรรมะท้อควันเสาร์เลย แม่ชีบอกเค้ากำลังเท่อยู่ ฟังดูงง ได้แต่ยิ้มไม่ได้คิดอะไร&#8230; เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ หลวงพี่ text มาบอกว่า &#8220;Are you coming to dhamma talk?&#8221; ตอนแรกตัี้งใจจะตอบ + อธิบายว่าทำไม (เหตุุผลเพราะพาแม่ไป shopping&#8230; แม่กำลังจะกลับเมืองไทย) แต่ คิดไปคิดมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอธิบาย ไม่ไปก็คือไม่ไป ตอบหลวงพี่ไปว่า &#8220;no kub&#8221;.<span id="more-650"></span>วันเสาร์เพื่อนก็ถามเหมือนกัน ว่าจะเข้าไปคุยธรรมะหรือเปล่า ถ้าเราไม่เข้า เค้าก็จะไม่เข้า&#8230; แต่ก็ไม่เที่ยงปรากฏว่าเค้าแวะเข้าไปตอนเกือบจะจบ ได้มา Update กันตอนหลังว่าเค้าคุยกะไรกัน&#8230; หลวงพี่พูดถึงเรื่องของ root cause</p>
<p><strong>เวลาเกิดความทุกข์ในใจ &#8211;&gt;เรามีความเห็นผิด &#8211;&gt;หาเหตุ (ความปักเที่ยง) ให้เจอ แล้วแก้ตรงนั้นโดยการหาหลักฐาน มาหักล้าง หาทุกข์ โทษ ภัย อย่างทีเคยทำ แต่ มันยังมีสาเหตุที่ลึกกว่านั้น ที่ทำให้เรามีความเห็นผิดในเรื่องนั้นๆ ตรงนั้นคือ &#8211;&gt; ต้นเหตุ (root cause)</strong></p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น มีคนเอาเด็กมาฝากวัดให้หลวงพี่ช่วยเลี้ยง เด็กร้องไห้เก่ง แต่ก็เริ่มชินกับวัด ต่อมาพ่อแม่ กลับเกาหลี พาลูกไปด้วย ฝากตายายเลี้ยงที่เกาหลี พอเด็กเห็นว่า เปลี่ยนที่แล้วพ่อแม่ไม่อยู่ ก็ร้องไห้ไม่หยุด คราวนี้พอกลับมาที่นี่ เอามาฝากวัดอีกเพราะพ่อแม่จะต้องกลับไปเรียน ปรากฏว่า พอเด็กไม่เห็นแม่ก็ร้องทันที เอาเป็นว่าพฤติกรรมเปลี่ยนหลังจากกลับจากเกาหลี&#8230;</p>
<p><strong>ปักเที่ยงตรงไหน</strong><br />
&#8211;&gt;เปลี่ยนสถานที่ ทำให้เด็กเปลี่ยน หรือไม่ชิน<br />
&#8211;&gt;เปลี่ยนสถานที่แล้วพ่อแม่ทิ้ง ทำให้เด็กเป็นแบบนี้</p>
<p><strong>ความเห็นผิด (เหตุ)</strong><br />
&#8211;&gt; การที่พ่อแม่ไม่สนใจหรือเลี้ยงลูกไม่ดี ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่ดี</p>
<p><strong>ต้นเหตุ</strong><br />
&#8211;&gt; หลวงพี่ต้องการความรัก</p>
<p>คราวนี้น้อมเข้ามาหาตัวบ้าง&#8230; (coming soon)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=650</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>It&#8217;s not the battery</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=641</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=641#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Aug 2012 20:50:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ตนของๆตน]]></category>
		<category><![CDATA[ทุกข์จากของๆเรา]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องของโสดาบัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=641</guid>
		<description><![CDATA[เจ้าแก่ Honda Element เริ่มออกอาการ start ยากมาพักนึงแล้ว พอ start ยากใจก็คิดว่าเป็นเพราะ battery แต่ทำไม แบตหมดเร็วจัง เพราะที่ผ่านมาพึ่งจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ถึงปีแน่ๆ พอดีช่วงกลับเมืองไทย เพื่อนที่เอารถไปใช้ลืมเปิดไฟในรถทิ้งไว้คืนนึง ก็เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ทำให้แบตตายไวกว่าที่ควรจะเป็นตั้งใจว่าจะเอาแบตไปเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อวาน พอดีเอากับข้าวที่แม่ทำไปไว้ เลยไมได้แวะร้านแบตเตอรี่ เช้านี่พอกำลังจะไปทำงาน ปรากฏว่า start รถไม่ติด คราวนี้นิ่งสนิท ไม่มีเสียงอะไรเลย โทรหา...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เจ้าแก่ Honda Element เริ่มออกอาการ start ยากมาพักนึงแล้ว พอ start ยากใจก็คิดว่าเป็นเพราะ battery แต่ทำไม แบตหมดเร็วจัง เพราะที่ผ่านมาพึ่งจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ถึงปีแน่ๆ พอดีช่วงกลับเมืองไทย เพื่อนที่เอารถไปใช้ลืมเปิดไฟในรถทิ้งไว้คืนนึง ก็เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ทำให้แบตตายไวกว่าที่ควรจะเป็น<span id="more-641"></span>ตั้งใจว่าจะเอาแบตไปเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อวาน พอดีเอากับข้าวที่แม่ทำไปไว้ เลยไมได้แวะร้านแบตเตอรี่ เช้านี่พอกำลังจะไปทำงาน ปรากฏว่า start รถไม่ติด คราวนี้นิ่งสนิท ไม่มีเสียงอะไรเลย โทรหา AAA เค้ามาหาที่บ้าน หยิบเครื่องตวจสภาพแบบมา ใจยังคิดว่าวัดแบตทำไม รีบเปลี่ยนจะได้รีบไปทำงาน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร (โชคดีที่ไม่พูด) พอตรวจสภาพแบตเตอรี่เสร็จ เค้าบอกว่า แบตดีไม่มีอะไร&#8230; แต่เป็นที่ starter ต่างหาก!</p>
<p>ปักเที่ยงอีกแล้ว คิดอยู่อยางเดียวว่ามันเป็นเรื่องของแบต ดีที่ไม่ได้ซื้อแบตใหม่เมื่อวาน ไมอย่างงัั้นเสียเงินสองต่อ&#8230;</p>
<p>มานั่งหาว่าทำไม เราถึงปักเที่ยงว่ามันจะต้องเป็นแบตแน่ๆ</p>
<ol>
<li>ความรู้เรื่องรถเราน้อย</li>
<li>เวลา start ไม่ติดส่วนมาที่เคยเจอมา ก็เพราะแบตหมด</li>
<li>information ที่เพื่อนลืมเปิดไฟในรถทิ้งไว้ทั้งคืน</li>
</ol>
<p><strong>ความรู้เรื่่องรถเราน้อย (1 &amp; 2)</strong><br />
ตรงนี้น่ากลัว&#8230; เพราะรู้น้อยแล้วด่วนสรุป จากความรู้ที่มีเท่านั้น &#8211;&gt; ย้อนไปเรื่องหานิสัยของตัวเอง ความรู้เรายังน้อย หาหลังฐานไม่พอ จะมาด่วนสรุปอีกเหมือนกัน หากตอนนี้คนอื่นบอกว่าเแบตหมดๆ เราจะเชื่อไม่ได้ ต่อเมื่อเราจะเข้าในเรื่องระบบของเครื่องยนต์จริงๆ แล้วตรงนั้น ถ้าเค้าจะบอกว่าแบตหมด มันก็ไม่สำคัญสำหรับเรา เพราเรารู้ว่าเสียตรงไหน ไม่ต่างกับการหานิสัย</p>
<p><strong>เพื่อนลืมเปิดไฟในรถไว้ทั้งคืน</strong><br />
หลังจากวันนั้นมา รถเริ่มออกอาการ start ติดยากนิดหน่อย แค่เพียงหลักฐานตรงนี้ ก็เอามารวมกัน แล้วสรุปเลยว่าแบตหมด&#8230; เราเอาสิ่งที่เราเห็นแค่จุดเดียว มาวัดสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด</p>
<p><strong>Honda Element VS กาย</strong><br />
รถวิ่งเร็ว วิ่งช้า VS กายวิ่งได้ เดินได้<br />
horn VS speak<br />
head light VS มองเห็น<br />
break VS หยุดเดิน or หยุดวิ่ง</p>
<p>** starter เสีย VS เส้นเลือดตีบหรือตัน คือ หัวใจยังปกติ แต่ไม่สามารถวิ่งหรือเดินได้ เหมือนเส้นเลือดมันตีบ&#8230; (มีต่อ&#8230;)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=641</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้รับหรือผู้ให้</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=590</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=590#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jul 2012 00:28:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=590</guid>
		<description><![CDATA[มีโอกาส 3 วันขึ้นไป retreats ที่วัดจัด ไม่เคยได้อยู่เต็มๆ คือหนึ่งอาทิตย์สักครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมเช่นเคย แม้จะเป็นปีที่สาม ปรากฏว่าคราวนี้หลงหาทางขึ้นไม่เจอจริงๆ หลงประมาณยี่สิบนาทีแล้วก็ไปถึงในที่สุด เข้าไปนมัสการหลวงพี่กับแม่ชี มีญาติธรรมถามขึ้นมาว่า you หลงได้ยังไงอ่ะ ตอบเค้าไปว่า ไม่เคยมาตอนกลางคืน&#8230; มีรถเพื่อนอีกคันนึงที่ขับตามมาแต่ยังไม่ถึง เค้าก็โทรถามทางเราตลอด แล้วสัญญาณโทรสับก็หมดไป รอกันอยู่พักใหญ่ กว่าเค้าจะหาทางเจอ&#8230; เช้าขึนมาหลวงพี่พาไปเดินป่า พร้อมให้สังเกตุไม่เที่ยง ว่าเราจับอะไรได้บ้าง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>มีโอกาส 3 วันขึ้นไป retreats ที่วัดจัด ไม่เคยได้อยู่เต็มๆ คือหนึ่งอาทิตย์สักครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมเช่นเคย แม้จะเป็นปีที่สาม ปรากฏว่าคราวนี้หลงหาทางขึ้นไม่เจอจริงๆ หลงประมาณยี่สิบนาทีแล้วก็ไปถึงในที่สุด เข้าไปนมัสการหลวงพี่กับแม่ชี มีญาติธรรมถามขึ้นมาว่า you หลงได้ยังไงอ่ะ ตอบเค้าไปว่า ไม่เคยมาตอนกลางคืน&#8230; มีรถเพื่อนอีกคันนึงที่ขับตามมาแต่ยังไม่ถึง เค้าก็โทรถามทางเราตลอด แล้วสัญญาณโทรสับก็หมดไป รอกันอยู่พักใหญ่ กว่าเค้าจะหาทางเจอ&#8230;<span id="more-590"></span></p>
<p>เช้าขึนมาหลวงพี่พาไปเดินป่า พร้อมให้สังเกตุไม่เที่ยง ว่าเราจับอะไรได้บ้าง ทั้งภายนอกและภายใน เร่ิ่มแรกใจจดจ่อกับการจับไม่เที่ยง ต่อมาพอทางเริ่มคดเคี้ยว ก็นึกขึ้นมาว่า เอ&#8230; ทางนี้เป็นทางที่เราหลงตอนขับรถเข้ามาเมื่อคืนหรือเปล่านะ แล้วก็ไปนึกถึงคำที่ญาติธรรมคนนั้นทักว่า ยูหลงได้ยังไง แล้วที่เราตอบไปว่า ก็ไม่เคยขับตอนกลางคืนน่่ะ มันเที่ยงเหรอ&#8230; แล้วถ้าขับตอนกลางวันล่ะจะหลงมั้ย แล้วมานั่งนึกต่อว่าทำไมถึงหลง&#8230; มันแตกต่างจากคราวก่อนๆ ยังไง ก็มาได้คำตอบว่า ทุกๆครั้งใช้ GPS แต่คราวนี้คิดว่ามาบ่อยแล้วไม่น่าจะต้องใช้&#8230; ก็มาเห็นต่อว่า แน่ใจได้ยังไงว่าถ้าใช้ GPS แล้วจะไม่หลง&#8230; เล่าให้หลวงพี่ฟังไป ว่าเห็นไม่เที่ยงแบบนี้ พอดีแม่ก็เสริมขึ้นมาว่า เมื่อคืนโกรธลูก เพราะคิดว่าหลงแล้วทำไมไม่โทรหาหลวงพี่ หลวงพี่ทักทันทีว่า ปักเที่ยงตรงไหนแม่บอกว่า คิดว่าจะโทรหาหลวงพี่ (อีกท่านนึง) แล้วจะให้ท่านบอกทางให้ หลวงพี่พูดต่อว่า อะไรที่พิสูจน์ได้ ก็พิสูจน์ซะ ถามหลวงพี่เลยว่าถ้าคนหลงแล้วจะช่วยได้มั้ย หลวงพี่ตอบว่าไม่ได้ เพราะแม้ท่านจะเคยขึ้นมาหลายรอบแล้ว แต่ท่านไม่เคยขับรถ&#8230; หลวงพี่แนะต่อว่า นอกจากนั้น ยังมีความไม่เที่ยงในเรื่องของ คิดว่าจะโทรหาติด ว่าจะมีสัญญาณโทรสับอีก</p>
<p>เพื่อนอีกคนที่นั่งข้างๆ ก็เสริมขึ้นมาว่า เห็นเรื่องไม่เที่ยงตรงนี้เหมือนกัน เพราะว่าคิดว่าจะพึ่งเราได้ แต่ก็พึ่งมาเห็นว่า นอกจากตัวเองยังหลงแล้ว คนที่บอกทางที่คิดว่าพึ่งได้ก็หลงเหมือนกัน หลวงพี่หันมาแล้วบอกผมว่า <strong>น่าสนใจนะว่าทำไมทุกคนถึงคิดว่าพึ่งพาเราได้ แต่จริงๆแล้วพึ่งไม่ได้&#8230;</strong></p>
<p>ผมอึ้งไป เพราะประเด็นตรงนี้มัน เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่มีปัญหาอยู่ในใจ&#8230;</p>
<p>ทำไมคนถึงคิดว่าพึ่งพาเราได้ &#8211;&gt; คิดไม่ออก<br />
ในทางกลับกัน&#8230; ตัวเราล่ะ พึ่งพาใครบ้าง &#8211;&gt; แม่ชี<br />
ทำไม &#8211;&gt;เพราะเค้าเป็นอาจารย์ใหญ่ + ท่านตอบคำถามธรรมะที่เราสงสัยได้หมด + ท่านเต็มใจที่จะตอบทุกครั้งที่ไปถาม&#8230;<br />
ถ้าคนส่วนมาคิดจะพึ่งพาเรา แสดงวาเราต้องพูด หรือแสดงท่าทางที่ทำให้เค้าคิดว่าเราสามารถพึ่งพาได้ เหมือนกับที่เรารู้สึกกับแม่ชีเหมือนกัน&#8230; แล้วทำไม เราจะต้องทำตัวให้คนอื่นสามารถที่จะพึ่งพาเราได้&#8230; อันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ชัดเจน</p>
<p>ได้คุยกับ หลวงพี่รูปนึง เล่าเรื่องราวต่างๆให้ท่านฟัง ท่านถามกลับว่า เวลาเราทำอะไรให้ใคร เราคิดว่า เราเป็นผู้รับหรือผู้ให้ ผมเงียบไปแป็ปนึงตอบกลับไปว่า เป็่นทั้งผู้รับ และผู้ให้ หลวงพี่แนะต่อว่าการ เวลาเราทำความดี เราก็ได้ผลดีกลับมาอยู่แล้ว แต่ทำไมเราจะต้องรอผลตอบแทนจากการทำดีกับคนๆนั้นอีก เช่นไปส่งใครก็มานั่งรอคำขอบคุณจากเค้า เราหวังว่าคนอื่นจะต้องเป็นหุ่นกระบอกให้เราเชิด ทำตามอย่างที่เราต้องการ ตกลงเราทำตัวเป็นขอทานหรือเปล่า</p>
<p>ผมอึ้งไป&#8230; นั่งคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆว่าเออจริงๆแล้วเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ การที่เราทำอะไรให้ใครซักคน เราก็จะหวังผลตอบแทน พอไม่ได้ผลตอบแทนอย่างนั้น เราก็ผิดหวัง และรู้สึกว่าเค้าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เค้าเปลี่ยนไป ฯลฯ ความเป็นจริงแล้วเราต่างหากที่วางใจผิด ผิดหมดทุก relationship&#8230; เพียงแต่บางคนไม่ได้มีปัญหา เพราะผลลัพธ์มันยังเป็นอย่างที่เรา ต้องการอยู่ แล้วเราก็คิดว่าคนๆนั้นดี เข้าใจเรา เข้ากันได้&#8230; ตกลงมีคนรู้ใจนี่มันดีหรือเปล่า</p>
<p>นับแต่นี้ไปเราจะเปลี่ยนใหม่ ถ้าเรายังเบียดเบียนตัวเรา เราก็เบียดเบียนคนอื่นได้อย่างแน่นอน ต่อไปเราจะช่วยเหลือเต็มที่แบบทำงานการกุศล ไม่ใช่ทำเต็มที่แบบทำแล้วได้เงินเดือน เราจะไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพราะช่วยเหลือคนอื่น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=590</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กว่าจะเข้าใจเรื่องการน้อม (เจ้านายเสียงดัง)</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=567</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=567#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 18:25:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=567</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากเปลี่ยนตัวเองเรื่องการฟัง วันเสาร์ก็เข้าวัดตามปกติ กัลยานมิตรคนนึง ชวนเข้าไปทำสังฆทาน หลังจากเสร็จ หลวงพี่ก็บอกว่า วันนี้จะพูดเรื่องการน้อมให้ฟัง ในใจตอนแรกก็ต้านทันทีว่า น้อมรู้แล้ว เข้าใจแล้ว&#8230; เอาอีกแล้วเรา ความดื้อความบ้า  ปรามตัวเองเสร็จ เอาเรื่องน้อมทิ้งไป ตั้งใจฟังหลวงพี่พูดใหม่ วิธีการน้อมที่ถูกต้องจะต้องสรุปจบที่ เรากับความเห็นของเรา ไม่ใช่เรากับเค้า ท่านยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องว่า มีคนโทรเข้าหาตอนตีห้าซึ่งเช้ามาก แล้วเราก็ไม่พอใจ&#8230; คราวนี้จะน้อมยังไง ผมตอบไปว่า ก็น้อมว่าเราเคยทำหรือเปล่า การโทรไปหาคนอื่นเช้าๆ...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากเปลี่ยนตัวเองเรื่องการฟัง วันเสาร์ก็เข้าวัดตามปกติ กัลยานมิตรคนนึง ชวนเข้าไปทำสังฆทาน หลังจากเสร็จ หลวงพี่ก็บอกว่า วันนี้จะพูดเรื่องการน้อมให้ฟัง ในใจตอนแรกก็ต้านทันทีว่า น้อมรู้แล้ว เข้าใจแล้ว&#8230; เอาอีกแล้วเรา ความดื้อความบ้า  ปรามตัวเองเสร็จ เอาเรื่องน้อมทิ้งไป ตั้งใจฟังหลวงพี่พูดใหม่ วิธีการน้อมที่ถูกต้องจะต้องสรุปจบที่ เรากับความเห็นของเรา ไม่ใช่เรากับเค้า ท่านยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องว่า มีคนโทรเข้าหาตอนตีห้าซึ่งเช้ามาก แล้วเราก็ไม่พอใจ&#8230; คราวนี้จะน้อมยังไง ผมตอบไปว่า ก็น้อมว่าเราเคยทำหรือเปล่า การโทรไปหาคนอื่นเช้าๆ ถ้าเคยเรากับเค้าก็ไม่ต่างกัน ตอนนั้นเราทำก็มีเหตุผล ตอนนี้เค้าทำเค้าก็มีเหตุผลเหมือนกัน เราจะไปโกรธเค้าทำไม หลวงพี่บอกต่อว่า แต่การสรุปมันจะต้องจบที่เรากับความเห็นของเรา คือเราไปให้ความเห็นว่าการโทรมาตอนเช้าไม่ดี ได้อย่างไร ทำไมเราถึงคิดยอ่างนั้น <strong>ในความเป็นจริงแล้ว การที่มีโทรสับเข้ามาตอบเช้าเป็นเพียงสื่อกลาง ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่เราต่างหากที่ใส่ความเห็นของเราเข้าไป&#8230; </strong>คำว่าสื่อกลางมันโดนใจอย่างแรง จริงๆ ทุกอย่างมันมีคุณค่า มีความหมาย มีความสำคัญ ก็เพราะเราเอาความเห็นของเราไปใส่&#8230; เรื่องทุกอย่างมันเป็นแค่เรากํบความเห็นของเรา ไม่ใช่เรากับใครคนอื่น&#8230;</p>
<p><span id="more-567"></span></p>
<p>ผมบ้าอยู่สองปีกว่า คิดว่าการน้อมไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเพราะว่า ถ้าเราน้อมแล้ว เราไม่ได้ทำสิ่งนั้น มันก็ใช้ไม่ได้สิ เช่น ถ้าเราไม่เคยโทรไปหาใครตอนเช้า แต่พอเราโดนเข้า มาน้อมอย่างนี้มันก็ไม่ออกอยู่ดี&#8230; เล่าให้หลวงพี่ฟังไป ท่านบอกต่อว่านอกจากจะน้อมเสร็จแล้ว เราจะต้อง zoom out ออกมาอีก จากตัวอย่างนี้ก็คือ ลองดูซิว่า แล้วเราเคยรบกวนคนอื่นหรือเปล่า เช่นโทรดึกเกินไป หรือ ไปเยี่ยมเค้าเช้าเกินไป ฯลฯ</p>
<p>ประมาณครึ่งปีที่ผ่านมา มีเจ้านายคนใหม่มาทำงานแทนตำแหน่างที่ว่างอยู่มานาน เค้ากลายเป็นเจ้านายโดยตรง VP of Technology. ห้าหกเดือนที่ผ่านมา แทบจะไม่ได้มีโอกาสร่วมงาน หรือคุยกับเค้าเท่าไร เนื่องจากงานของผมยังไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันโดยตรง พึ่งจะมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เริ่มที่จะต้องทำงานกับเค้าโดยตรง เค้าจะเข้ามาพูดคุยงานกับเราด้วยเสียงที่ดังมาก ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจคือว่าทำไมต้องพูดเสียงดังขนาดนี้ก็นั่งอยู่ข้างกันเท่านั้นเอง&#8230;</p>
<p>งานเข้าแล้วสิ <img src='http://7monthsproject.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':-)' class='wp-smiley' />  อยากรีบเอาออกเพราะจะต้องคุยกับเค้าอีกเรื่อยๆทุกวัน&#8230;</p>
<p>รำคาญอะไร &#8211;&gt; รำคาญเรื่องเค้าพูดเสียงดัง แบบนั่งติดกันเลย ยังพูดเสียงดังขนาดนี้<br />
ไม่ชอบเสียงดังเหรอ &#8211;&gt; ใช่มันน่ารำคาญ<br />
แล้วมีตอนชอบเสียงดังม้ย &#8211;&gt; อืม&#8230; ตอนเอาหูฟังเสียบ ฟังเพลงก็เปิดดังอยู่นะ ตอนฟังเพลงในรถก็ฟังดังอยู่นะ<br />
อ่าวงั้นก็ไม่เกี่ยวกับเสียงดังสิ เกี่ยวกับว่าฟังอะไรมากกว่า &#8211;&gt; อืม.. ก็จริง&#8230;<br />
งั้นกลับมาที่ตอนเค้าพูดกะเราเค้าทำอะไร &#8211;&gt; ก็ถามเรือง project กับตามงาน แล้วก็ถามถึงวิธีการทำงานของเรา<br />
ถ้าเปลี่ยนเป็นเค้าชมเรา ระดับเสียงเดียวกันอย่างนี้ล่ะ &#8211;&gt; อืมก็คงไม่ว่าอะไร&#8230;<br />
งั้นแปลว่าอะไรล่ะ &#8211;&gt; ก็เค้ามาถามจุกจิก bossy ใส่&#8230;<br />
แล้วเคยทำเสียงแบบนี้ หรือพูดลักษณะนี้กับใครเป่า &#8211;&gt; เคย&#8230; เพื่อนๆ ที่สนิทเราก็พูดแบบนี้ กับบางคนก็พูดแบบนี้<br />
ทำไมถึงพูดอย่างนี้กับเพื่อนๆล่ะ &#8211;&gt; ก็พูดสบายๆ คุยกันสบายๆ ไม่ได้คิดอะไร เพื่อนก็ไม่ได้คิดอะไร แล้วก็ไม่ได้คิดว่าบอสซี่ด้วย<br />
แล้วพูดกับใครถึงคิดว่าไปบอสซี่กับเค้า &#8211;&gt; ก็พูดกับ คนอายุน้อยกว่า หรือ เวลาเราต้องการจะทำอะไรให้เสร็จ ต้องการให้งานมันเสร็จ<br />
แสดงว่าคำพูดลักษณะเดียวกัน กับเพื่อนไม่คิดอะไร แต่กับบางคน บางกลุ่มเป็น แล้วก็เป็นกับกลุ่มที่เราคิดว่าเราเหนือกว่าเค้า &#8211;&gt; ก็ใช่&#8230;<br />
สรุปตัวเองก็เป็นคนบอสซ๊่ ชอบไปจิกคนอื่นเค้าเหมือนกันใช่มั้ย &#8211;&gt; ก็มี..<br />
งั้นกลับมาในกรณีของเจ้านาย ทำไมถึงเคิดว่าเค้า บอสซ๊่กับเรา ทำไมถึงคิดว่าเค้าไม่พูดธรรมดากับเรา เหมือนแบบเราคุยกับเพื่อนงี้ &#8211;&gt; ก็เค้าเป็นนาย เค้าเก่งกว่าเรา เค้าเหนือกว่าเรา&#8230;<br />
แล้วถ้าเค้าไม่เป็นนายล่ะ ถ้าเค้าเป็นเพื่อนเราเฉยๆ&#8230; &#8211;&gt; ก็จะคิดว่าเป็นการพูดคุยธรรมดา ถามไถ่เฉยๆ</p>
<p><strong>&#8230; พอเค้าเป็นเจ้านาย ก็คิดว่าเค้ามาพูดข่มเรา หรือพูดลักษณะว่ามาซักวิธีการทำงานของเรา นอกจากนั้นยังไม่พอมาทำเสียงดังอีก คนอื่นได้ยินก็เหมือนกับว่าเราทำงานไม่ดี หรือทำงานไม่เก่ง&#8230;</strong></p>
<p><strong></strong>อืม&#8230; จริงๆ สาเหตุจริงๆที่คิดว่าเราไม่ชอบเวลาเค้ามาพูดดังข้างๆ เราไม่ใช่เพราะวิธีการพูด ไม่ใช่เพราะน้ำเสียง ไม่ใช่เนื้อหา (อย่างเดียว) แตเป็น ความกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราทำงานไม่ดี ไม่มีความสามารถ นอกจากไม่มีความสามารถใจสายตาเจ้านาย แล้วยังรวมไปถึงเพื่อนร่วมงานด้วย&#8230;</p>
<p>ทำไมถึงกลัวล่ะ &#8211;&gt; เพราะงานเป็นทุกอย่าง เป็นตัว maintain การใช้ชีวิตของเราตอนนี้ ถ้าไม่มีงาน ก็อยู่ไม่ได้<br />
อะไรอีก &#8211;&gt; เป็นหน้าเป็นตา เวลาใครถามว่าทำอะไรบอก เป็น Web Designer เขียนเวป เค้าชมว่าเก่ง ตัวมันพอง&#8230;</p>
<p>ผมไม่ได้ไม่พอใจที่เจ้านายพูดเสียงดังอย่างเดียว การปักเที่ยงขั้นต้นมันคือความเห็นที่ว่า การพูดใน ออฟฟิตไม่ควรพูดเสียงดังเพราะมันรบกวนคนอื่น แต่งจริงๆ มันมีมากกว่านั้น เพราะถ้าเค้าชมเราเสียงดัง เราก็คงไม่ว่าอะไร สาวไปเรื่อยๆ มันคือความยึดติดในงาน กลัวว่าเราจะเสียงานนี้ไป&#8230; ขออยุด โพสนี้ไว้ตรงนี้ก่อน เพราะจริงๆ จะสาวต่อไปอีกก็ได้ว่าทำไมถึงติดงาน เราต้องการอะไร หรือได้อะไรจากการทำงาน มันก็จะตกลงที่วัตถุสิ่งของอีกครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=567</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทุกข์ โทษภัย ของ วัตถุสมบัติ (เรา)</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=556</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=556#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 21:30:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=556</guid>
		<description><![CDATA[ระหว่างขับไปส่งแม่ชี มีโอกาสได้ส่งการบ้านท่าน เล่าให้ท่านฟังว่าตอนขับรถไปวัด โดนคนขับตัดหน้าแล้วโกรธเค้า ถามต่อว่าโกรธอะไร &#62; เค้ามาตัดหน้า &#62; แล้วที่ถนนข้างหน้ามันเป็นของเราตั้งแต่เมื่อไร &#62; มันเป็นของเราเพราะเราขับรถคันนี้ &#62; แล้วรถคันนี้เป็นรถของเรา&#8230; Zoom out ออกมามันไม่ใช่แค่เรื่องเรถ มันเป็นทุกเรื่อง อะไรก็ตามที่เราจับต้องมัน หรือมีความสัมพันธุ์กัน ก็จะมีความเป็นเจ้าของใส่เข้าไปทันที อย่างเช่น เราเข้าวัดนี้เป็นประจำ วัดนี้ก็กลายเป็นวัดของเราไป พอมีคนมาว่าวัดนี้ หรือพระวัดดนี้ ก็จะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนขึ้นมา เอารถมาพิจารณาต่อเช่นเดิมว่ารถเหมือนเรายังไง ได้ข้อคิดใหม่เพิ่มอีกหนึ่งอย่างคือ ถ้าเราเหมือนรถตรงที่สามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ระหว่างการเดินทางรถก็จะสัมผัสกับถนนไปเรื่อยๆ...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ระหว่างขับไปส่งแม่ชี มีโอกาสได้ส่งการบ้านท่าน เล่าให้ท่านฟังว่าตอนขับรถไปวัด โดนคนขับตัดหน้าแล้วโกรธเค้า ถามต่อว่าโกรธอะไร &gt; เค้ามาตัดหน้า &gt; แล้วที่ถนนข้างหน้ามันเป็นของเราตั้งแต่เมื่อไร &gt; มันเป็นของเราเพราะเราขับรถคันนี้ &gt; แล้วรถคันนี้เป็นรถของเรา&#8230; <span id="more-556"></span>Zoom out ออกมามันไม่ใช่แค่เรื่องเรถ มันเป็นทุกเรื่อง อะไรก็ตามที่เราจับต้องมัน หรือมีความสัมพันธุ์กัน ก็จะมีความเป็นเจ้าของใส่เข้าไปทันที อย่างเช่น เราเข้าวัดนี้เป็นประจำ วัดนี้ก็กลายเป็นวัดของเราไป พอมีคนมาว่าวัดนี้ หรือพระวัดดนี้ ก็จะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนขึ้นมา เอารถมาพิจารณาต่อเช่นเดิมว่ารถเหมือนเรายังไง ได้ข้อคิดใหม่เพิ่มอีกหนึ่งอย่างคือ ถ้าเราเหมือนรถตรงที่สามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ระหว่างการเดินทางรถก็จะสัมผัสกับถนนไปเรื่อยๆ เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าการครอบครองพื้นที่ตรงนั้นในขณะที่รถวิ่งมันชั่วคราว มันจับแล้วก็ปล่อยไป เป็นอย่างนี้เรื่องไป จะจับกันนานหน่อยก็ระหว่างที่รถติด หรือจอดอยู่ แต่ไม่นานรถก็จะเคลื่อนต่อไป ที่ตรงนั้นก็จะไม่ได้เป็นของรถคันนั้นอีก เราเองก็เหมือนกัน ความสัมพันธ์ของเรากับวัตถุสิ่งของก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป แต่ตอนนี้เรามาเสียดายอะไร เรามาเสียดายพื้นที่ๆ เราจากไปแล้ว ผ่านไปแล้ว&#8230;</p>
<p>แม่เสริมถึงตอนที่ท่านเคยเกิดอุบัติเหตุ เพราะคนขับบอกว่าเลนนี้เป็นทางของเรา เค้าแซงมาเค้าผิด มันเป็นของๆ เรา มันเป็นเลนของเรา แล้วก็ไม่ยอมหลบ สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุ แม่แนะนำว่าควรจะดู ทุกข์ โทษ ภัยให้มาก เกี่ยวกับ วัตถุสิ่งของ ถ้าจะยึดมาเป็นของๆ เรา แล้วรถพัง เจ็บตัวเป็นสิบๆปีจะเอาอีกมั้ย หรือในกรณีนี้ถ้าเอาเงินมาซื้อที่บนถนนน่ะ จะเอามั้ยก็จะเอามาเป็นของๆ เราไม่ใช่เหรอ&#8230; ให้ดูตรงนั้นให้มากทำความคิดให้แตกฉาน&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=556</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เช่าโลก</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=486</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=486#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 01:13:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=486</guid>
		<description><![CDATA[วัตถุสิ่งของ แม้กระทั่วตัวตนของเรานัน เราเช่าโลกใบนี้มา&#8230; เป็นสัญญาเช่าที่ไม่แฟร์กับเราจริง เพราะไม่รู้ว่าเช่าได้นานเท่าไร โลกจะเอาคืนเมื่อไร และเอาคืนในรูปแบบไหน.. นานๆ ครั้งเหล่ากัลยานมิตรจะมีการ conference call เพราะไม่ค่อยมีโอาสได้เจอกัน ระหว่างการคุยกันอยู่นั้น ผมเล่าถึงการพิจารณา วัตถุสมบัติให้เพื่อนๆฟัง แล้วคำนึงมันก็ผุดขึ้นมา คือคำว่า เช่าโลก ทุกสิ่งอย่างที่เราคิดว่ามันเป็นของๆ เรานั้น จริงๆ แล้วมันเป็นของๆ เราแค่เพียงชั่วคราว มันเป็นของโลกมาก่อน แปรเปลี่ยนสภาพไปตามธรรมชาติบ้าง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วัตถุสิ่งของ แม้กระทั่วตัวตนของเรานัน เราเช่าโลกใบนี้มา&#8230; เป็นสัญญาเช่าที่ไม่แฟร์กับเราจริง เพราะไม่รู้ว่าเช่าได้นานเท่าไร โลกจะเอาคืนเมื่อไร และเอาคืนในรูปแบบไหน..</strong></p>
<p>นานๆ ครั้งเหล่ากัลยานมิตรจะมีการ conference call เพราะไม่ค่อยมีโอาสได้เจอกัน ระหว่างการคุยกันอยู่นั้น ผมเล่าถึงการพิจารณา วัตถุสมบัติให้เพื่อนๆฟัง แล้วคำนึงมันก็ผุดขึ้นมา คือคำว่า เช่าโลก ทุกสิ่งอย่างที่เราคิดว่ามันเป็นของๆ เรานั้น จริงๆ แล้วมันเป็นของๆ เราแค่เพียงชั่วคราว มันเป็นของโลกมาก่อน แปรเปลี่ยนสภาพไปตามธรรมชาติบ้าง ตามฝีมือของคนบ้าง เอาไปรวมกับสิ่งอื่นบ้าง เราเอาเงินไปแลกมันมาหรือได้มาจากคนอื่น หรือ เหตุปัจจัยอีกหลายอย่าง ท่ทำให้ของตรงนั้น มันกลายเป็นของๆ เราชั่วคราว&#8230; เราเช่าโลกมาชั่วคราว&#8230; แล้วมันจะต้องจากเราไป มันจะต้องเปลี่ยนสภาพไป มันจะต้องเก่าไป ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะคงสภาพนั้นอยุ่ได้ ท้ายที่สุดแล้วมันจะต้องจากเราไป แต่เราก็ยังจะยึดมันไว้เป็นของๆ เราตลอดไป หรือจนใจเรายอม หรือ อนุญาติที่จะปล่อยมันไป เช่น มีของใหม่เข้ามาทดแทน เราไม่ต้องการมันอีกแล้ว ฯลฯ แท้ที่จริงๆแล้วเราไม่มีอำนาจควบคุมสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นได้เลย&#8230;<span id="more-486"></span></p>
<p>ผมได้ประเด็นเช่าโลก มาตอนพิจารณารถยนต์ พึ่งจะผ่อนรถเสร็จหลังจากเป็นหนี้กับรถคันนี้มาห้าปี ตอนแรกรู้สึกดีใจว่ารถคันนี้กำลังจะเป็นของๆเราแล้ว แต่เดี๋ยวก่อน มันเป็นของๆ เราจริงๆหรือเปล่า ทำไมเราถึงคิดว่ามันเป็นของๆ เรา เพราะเราเอาเงินจ่ายมัน ผ่อนมันมาห้าปีอย่างนั้นเหรอ แล้วรถเช่าล่ะ? รถเราต่างกับรถเช่าอย่างไร ทำไมเวลาเราเช่ารถขับ ถึงไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของมันมากขนาดนี้? คำตอบก็คือ เราคิดว่าเช่นเราเช่ารถมาหนึ่งอาทิตย์ พอครบกำหนดก็จะต้องคืนมันไป ให้กับบริษัท ที่เราเช่ามา มันก็ไม่ต่างกับ รถที่เราขับคันนี้เลย พอหมดแวลาเช่า เราก็ต้องคืนเค้าไปเหมือนกัน อาจจะขายต่อ ยกให้คนอื่น โดนขโมย หรือ พังไปก็แล้วแต่ แต่ในที่สุด มันก็จะต้องหมดสัญญาเช่าอยู่ดี&#8230;</p>
<p><strong>แล้วกายนี้ล่ะ</strong><br />
กายที่อาศัยอยู่นี้ก็เหมือนกัน มันมาจาก ดิน &gt; อาหาร &gt; พ่อแม่ ทานเข้าไป &gt; พ่อ แม่ เลือดเนื้อ อาหาร &gt; กายนี้ &gt; กายนี้ก็อยู่ได้ด้วย อาหาร น้ำ ซึ่งกมาจากดินอีก &gt; ตายไป &gt; เผาทิ้ง &gt; ดิน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=486</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิจารณาตั๋วหนัง</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=509</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=509#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Nov 2011 07:32:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=509</guid>
		<description><![CDATA[ตั๋วหนังมาจากไหน&#8230; เราอยากดูหนัง &#62; ไปเลือกเหนัง  &#62; จ่ายเงิน &#62; คนขายออกตั๋วมาให้ ดังนั้น ตั๋วหนังเกิดเพราะความอยาก&#8230; เรามาจากไหน&#8230;  เราอยากมาเกิด &#62; เลือกพ่อแม่ &#62;  พ่อกับแม่&#8230; เลือดเนื้อ อาหาร &#62; ออกมาเป็นเรา เราเกิดเพราะความอยากเช่นกัน&#8230; เรากับตั๋วหนังเหมือนกันอย่างไร เวลาเกิด vs เวลาฉาย สถาณที่เกิด vs...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตั๋วหนังมาจากไหน&#8230;</strong><br />
เราอยากดูหนัง &gt; ไปเลือกเหนัง  &gt; จ่ายเงิน &gt; คนขายออกตั๋วมาให้<br />
ดังนั้น ตั๋วหนังเกิดเพราะความอยาก&#8230;</p>
<p><strong>เรามาจากไหน&#8230; </strong><br />
เราอยากมาเกิด &gt; เลือกพ่อแม่ &gt;  พ่อกับแม่&#8230; เลือดเนื้อ อาหาร &gt; ออกมาเป็นเรา<br />
เราเกิดเพราะความอยากเช่นกัน&#8230;<span id="more-509"></span></p>
<p><strong>เรากับตั๋วหนังเหมือนกันอย่างไร</strong></p>
<ul>
<li>เวลาเกิด vs เวลาฉาย</li>
<li>สถาณที่เกิด vs โรงหนัง</li>
<li>ชื่อ vs เรื่อง</li>
<li>ID เวลาใชทำธุรต่างๆ  vs สิทธิที่จะเข้าไปดู</li>
<li>ไม่รู้วันตาย vs ไม่รู้ว่าหนังฉายนานเท่าไร</li>
</ul>
<p><strong>ตั๋วหนังมาจากไหน</strong><br />
ดิน &gt; เมล็ดพืช บวก น้ำ บวก แสง &gt; ต้นไม้ &gt; กระกาษ &gt;<br />
น้ำ บวก สารเคมี &gt; หมึกพิมพ์ &gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt; รวมเป็น ตั๋วหนัง &gt; เปื่อย ยุ่ย &gt; หมึก ถลอก &gt; ขาด &gt; ทิ้ง &gt; ขยะ &gt; เผา &gt; ดิน</p>
<p><strong>เรามาจากไหน</strong><br />
ดิน &gt; อาหาร (สัตว์ กับ พืช) &gt; พ่อแม่ &gt; เรา &gt; ตาย &gt; เผา &gt; ดิน</p>
<p><strong>ทำไมถึงเก็บตั๋วหนังเก่าๆ ไว้? ทำไมถึงทิ้งไม่ลง?</strong><br />
ความทรงจำดีๆ ของคนที่เคยไปดูด้วยกัน&#8230; จริงเหรอ&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=509</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ธรรมะวัน Thanksgiving</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=492</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=492#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2011 23:51:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องของกัลยานมิตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=492</guid>
		<description><![CDATA[Thanksgiving ถือเป็นวันหยุดใหญ่ของที่นี่ คนส่วนมากถ้าไม่มี plan ไปเที่ยวกันไกลๆ ก็จะมีการกินข้าวกันกับครอบครัว แม้เราจะไม่ได้มีโอกาสกินข้าว กับพ่อแม่ แต่ ผมโชคดีที่ได้ใช้ Thanksgiving day กับครอบครัวทางธรรม และกัลยานมิตรที่วัด หลวงพี่เทศน์เรื่องสมุทัย การหาเหตุที่แท้จริงเป็นเรื่องสำคัญ ท่านยกตัวอย่างถึงสมัยพุทธกาลตอนที่มีพระรุปอื่นๆ ได้กล่าวหาว่าพระสารีบุตรประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับ การเป็นถึงสาวกข้างขวาของพระพุทธเจ้า แทนที่พระพุทธเจ้าจะออกมา ห้ามปรามหรือชี้แจง กลับหันไปถามพระสารีบุตร แล้วเปิดโอกาสให้ท่านลุกขึ้นชี้แจง พระสารีบุตรลุกขึ้นชี้แจงถึงเหตุที่ท่านทำกริยาต่างๆ โดยละเอียด...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>Thanksgiving ถือเป็นวันหยุดใหญ่ของที่นี่ คนส่วนมากถ้าไม่มี plan ไปเที่ยวกันไกลๆ ก็จะมีการกินข้าวกันกับครอบครัว แม้เราจะไม่ได้มีโอกาสกินข้าว กับพ่อแม่ แต่ ผมโชคดีที่ได้ใช้ Thanksgiving day กับครอบครัวทางธรรม และกัลยานมิตรที่วัด<span id="more-492"></span></p>
<p><strong>หลวงพี่เทศน์เรื่องสมุทัย</strong><br />
การหาเหตุที่แท้จริงเป็นเรื่องสำคัญ ท่านยกตัวอย่างถึงสมัยพุทธกาลตอนที่มีพระรุปอื่นๆ ได้กล่าวหาว่าพระสารีบุตรประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับ การเป็นถึงสาวกข้างขวาของพระพุทธเจ้า แทนที่พระพุทธเจ้าจะออกมา ห้ามปรามหรือชี้แจง กลับหันไปถามพระสารีบุตร แล้วเปิดโอกาสให้ท่านลุกขึ้นชี้แจง พระสารีบุตรลุกขึ้นชี้แจงถึงเหตุที่ท่านทำกริยาต่างๆ โดยละเอียด จนได้รับการยอมรับจาก สงฆ์โดยรวม&#8230; ท่านถามต่อว่าถ้าเราอยู่ในสถาณะเดียวกับพระสารีบุตร เราจะรู้สึกอย่างไร&#8230; มีคำตอบขึ้นมาว่า โกรธบ้าง อายบ้าง รู้สึกเสียหน้าบ้าง&#8230; หลวงพี่แทศน์ต่อว่า นี่แหละคือความแตกกต่างระหว่งพระอรหันต์กับคนธรรมดา ท่านเห็นอนิจจังในทุกๆเรื่อง การที่มีพระสงฆ์ลุกขึ้นมากล่าวหาพระสารีบุตร แล้วการที่ท่านชี้แจงนั้น ก็มีความไม่เที่ยงอยู่ในนั้น</p>
<p>มีอีกเรื่องนึง คือเรื่องของพระอุ้มผู้หญิงข้ามแม่น้ำ มีพระสองรูปเดินทางมาด้วยกัน กำลังจะข้ามแม่น้ำเชี่ยวซึ่ง มีผู้หญิงอยู่แล้วมีความทำเป็นที่จะต้องข้ามแต่ก็ข้ามไม่ได้ พระรูปแรกจึงอุ้มผู้หญิงแล้วเดินข้ามแม่น้ำ พอถึงอีกฝั่งก็ปล่อยลงแล้วเดินต่อไป เดินไปสักพัก พระอีกรูปก็ทนไม่ไหวแล้วถามพระที่อุ้มผู้หญิงว่าท่านทำอย่งนี้ได้อย่างไร มันผิดอย่างแรง พระที่อุ้มผู้หญิงตอบพระว่า เราวางผู้หญิงผู้นั้นแล้ว แต่ท่านยังอุ้มอยู่&#8230;</p>
<p><strong>ธรรมะท้อคตอนเย็น</strong><br />
ตกเย็นธรรมะท้อกมีสองหลวงพี่แถม มีญาติธรรมอีกคนมาแจม แล้วถามคำถามดีๆ ว่าอยากจะให้หลวงพี่ช่วยอธิบายความหมายของ ไตรลักษณ์อีกครังหนึ่ง หลวงพี่ท่านแรกบอกว่า อธิยายง่ายๆ ก็คือ อย่างแก้วน้ำมีน้ำร้อนอันนี้ มีความไม่เที่ยงคือ อนิจจัง คือมันไม่สามารถที่จะคงความร้อนอยู่ตลอดไปได้ ความร้อนของน้ำจะต้องเปลี่ยนไปตามอุณหภมิห้อง ความทีมันจะต้องเปลัี่ยนไปคือ อนิจจัง การที่น้ำไม่สามารถคงความร้อนอยู่ได้ หรือคงอยู่ได้ยากคือทุกข์ อนิจจังที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาคืออนัตตา</p>
<p>หลวงพี่องค์ที่สองอธิบายเพิ่มว่า ทุกสิ่งในโลกมีความทุกข์ในการรักษาสภาพให้คงอยู่ เช่นร่างกายของเรา ไม่สามารถที่จะหนุ่มสาวได้ตลอดเวลา การที่ร่างกายแก่ลงๆ นั่นคือทุกข์ของรางกาย (ทุกข์ไตรลักษณ์) การที่เรากังวลไม่สบายใจว่าเราแก่คือทุกข์ของเรา (ทุกข์ในอริยสัจสี่) อัตตาคือการที่เราสร้างสิ่งที่จะต้องมารับความทุกข์ใจอันนั้น เพราะมันไม่มีที่ลง&#8230;</p>
<p><strong>พาคุณครูไปช็อปปิ้ง<br />
</strong>- ดูของตอนกลางคืน<br />
ตกเย็นของ ThanksGiving ก็จะมี Black Friday ซึ่งเป็นวันที่ร้านค้าต่างๆ จะลดราคาอย่างมาก เริ่มต้น Shopping กันตั้งแต่เที่ยงคืน หรือเร็วกว่านั้น ผมเองไม่ได้จะซื้ออะไรแต่ แต่พา คุณครูสองคนประจำวัดไป เพราะพวกเค้าจะได้ประสบกาณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นตอนอยู่ที่ไทย ไปถึงก็มีแถวต่อคิวกันอยู่แล้วยาวเป็นไมล์รอที่จะเข้าห้าง ระหว่างนั้นผมเริ่มพิจารณาถึง ทุกข์ โทษ ภัย ของการตกอยู่ใต้อำนาจของวัตถุสิ่งของ แต่ต้องหยุดไปเพราะ คุณครูประจำวัดชวนคุยถึงวิธีการเอาความกลัวหมาออก คุยกันยังไม่เสร็จ แถวก็เริ่มขยับ&#8230;</p>
<p>- ใจถูกดูดไปชั่ววูป<br />
ในที่สุดก็ได้เข้าไปในห้างหลังจากยืนรออยู่เกือบสี่สิบนาที ผมไม่ได้กะจะซื้ออะไรอยู่แล้ว ก็เดินดูเฉยๆ แล้วก็เห็นคนหยับทีวีใส่ shopping cart เหมือนแจกฟรี อยากรู้เลยเดินเข้าไปถามว่า ราคาเท่าไร เค้าบอก 40นิ้ว $265 บอกเราอยู่ตรงนั้นน่ะ เดินไปเอา ใจถูกดูดไปชั่ววูบจริงๆ เกิดความอยากได้อยากจะเข้าไปเอามาก่อนเครื่องนึงก่อนที่มันจะหมด เพราะรู้สึกว่า มันเป็น good deal มากๆ แต่แล้วก็หยุด แล้วก็พิจารณาว่า ทีวีมาจากไหน แล้วจะจากเราไปยังไง ทุกข์ โทษ ภัย ที่มันจะตามมาจาก การได้ทีวีเครื่องใหม่นี้&#8230; ช่วยได้อยู่ หายบ้าไปได้ประมาณนึง&#8230;</p>
<p>- Starbucks<br />
มีพี่อีกคนที่ไปด้วยกันแล้วเค้าก็ไม่ได้ซื้ออะไร เดินไปเดินมาไม่มีอะไรทำเลยชวนกันไปนั่งรอคนอื่นๆ ที่ Starbucks สั่งกาแฟเรียบร้อย ก็ลงนั่งแล้วก็รู้สึกว่า หายเมื่อยขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็ไม่ได้รุ้สึกเมื่อยอะไร มันเห็นได้ชดเลยว่า เราทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่เราทุกข์จนชิน ถ้าไม่ลงนั่ง แล้วไม่ทุกข์จนทนไม่ไหวจริงๆ ก็จะไม่รู้เลยว่าตอนนี้มีความทุกข์อยู่&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=492</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟังธรรมก่อนนอน</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=483</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=483#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Oct 2011 17:01:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=483</guid>
		<description><![CDATA[เข้าไปที่วัดเผื่อว่าวัดต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับงานกฐินที่จะมาถึงอาทิตย์นี้ ปรากฏว่าเป็นวันเกิดของพี่ที่เป็นเด็กวัดเหมือนเรา เลยออกไปกินข้าวกันห้าหกคน กลับมา whatsapp ไปหาหลวงพี่เพราะตอนนั้นประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เผื่อว่าท่านยังไม่หลับจะได้นิมนต์มาเทศน์/ คุยธรรมะ แล้วหลวงพี่ก็เมตตาลงมาจริงๆ (ทั้งๆที่ท่านไม่จำเป็นต้องลงมาก็ได้) เอาธรรมะมาแบ่งกันเท่าที่จำได้ครับ&#8230;หลวงพี่เริ่มต้นด้วยการเล่านเรื่องตอนที่ท่านอยู่พรรษาที่เมืองไทย ตามปรกติหลังจากบินทบาตร ก็จะมาฉันรวมกันสี่หรือห้ารูป ตอนเช้าก็จะเป็นการคุยกันสบายในระหว่างฉัน ผ่อนคลายสนุกสนาน คุยเล่นกันบ้าง มีวันนึง เหลือแต่หลวงพี่กับพระที่บวชมานานมากประมาณสิบห้าพรรษา เพราะท่านบวชตั้งแต่เด็ก หลวงพี่ก็เลยถามพระรูปนั้นว่าท่านคิดอย่างไร ถึงอยู่ได้นานขนาดนี้ มีเคล็ดลับอะไร ปฏิบัติยยังไง (เป็นวันแรกที่ฉันด้วยกันสองรูป แล้วก็พูดกันค่อนข้างจริงจัง)...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เข้าไปที่วัดเผื่อว่าวัดต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับงานกฐินที่จะมาถึงอาทิตย์นี้ ปรากฏว่าเป็นวันเกิดของพี่ที่เป็นเด็กวัดเหมือนเรา เลยออกไปกินข้าวกันห้าหกคน กลับมา whatsapp ไปหาหลวงพี่เพราะตอนนั้นประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เผื่อว่าท่านยังไม่หลับจะได้นิมนต์มาเทศน์/ คุยธรรมะ แล้วหลวงพี่ก็เมตตาลงมาจริงๆ (ทั้งๆที่ท่านไม่จำเป็นต้องลงมาก็ได้) เอาธรรมะมาแบ่งกันเท่าที่จำได้ครับ&#8230;<span id="more-483"></span>หลวงพี่เริ่มต้นด้วยการเล่านเรื่องตอนที่ท่านอยู่พรรษาที่เมืองไทย ตามปรกติหลังจากบินทบาตร ก็จะมาฉันรวมกันสี่หรือห้ารูป ตอนเช้าก็จะเป็นการคุยกันสบายในระหว่างฉัน ผ่อนคลายสนุกสนาน คุยเล่นกันบ้าง มีวันนึง เหลือแต่หลวงพี่กับพระที่บวชมานานมากประมาณสิบห้าพรรษา เพราะท่านบวชตั้งแต่เด็ก หลวงพี่ก็เลยถามพระรูปนั้นว่าท่านคิดอย่างไร ถึงอยู่ได้นานขนาดนี้ มีเคล็ดลับอะไร ปฏิบัติยยังไง (เป็นวันแรกที่ฉันด้วยกันสองรูป แล้วก็พูดกันค่อนข้างจริงจัง) ปรากฏว่าพระรูปนั้นมาขอเคลียกับหลวงพี่ทีหลัง ท่านบอกว่าหลวงพี่พยายามจะมาล้วงความลับอะไรผม ต่อหน้าคนอื่นพูดสนุกสนาน แต่ทำไมพออยู่กันสองคนพูดอย่างนี้&#8230; หลวงพี่ได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ว่า คนเราทุกคนมีปมในใจ แล้วก็ไม่มีทางที่เราจะรู้ได้ว่าเราจะไปสกิดปมของเค้าเมื่อไร</p>
<p><strong>ปมในใจ&#8230;</strong><br />
ท่านต่อไปเรื่องของการตัดสินใจ มีญาติธรรมผู้หญิงชาวอินโดฯ ซึ่งพ่อไม่สบายมากอยู่ที่อินโด แต่สามีและงานอยู่ที่อเมริกา ถ้ากลับไปจะไม่ได้กลับเข้ามาอีกง่ายๆ เพราะมีปัญหาทางเอกสาร และหรือ อาจจะไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย ท่านก็ถามว่าจะต้องเลือกทางไหนล่ะ ถึงจะเป็นทางที่ถูก&#8230; ท่านไม่ได้มี คอนครีต answer แต่ท่านก็เน้นเช่นเคยว่า ไม่ว่าจะตัดสินใจทางไหนก็อย่าลืม ความไม่เที่ยง กลับไปหาพ่อก็อาจจะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หรืออยู่นี่ก็อาจจะเลิกกับสามี หรือโดนเลย์ออฟอยู่ดี แต่ที่สำคัญคือ ความรู้สึกรักพี่เสียดายน้องที่ตัดสินใจไม่ได้เพราะไม่ได้เอา ไม่เที่ยงเข้ามามีส่วนในการัดสินใจ&#8230; ท่านเล่าต่อว่า ที่เป็นอย่างนี้มันเป็นเพราะเรามาจากพ่อแม่ที่มีความเห็นผิด คนที่มีความเห็นผิดสอนคน ก็เป็นคนที่มีความเห็นผิด เป็นอย่างนี้เรื่อยไป การปรับความเห็นการ เปลี่ยนความเห็นจึงเป็นเรื่องสำคัญแล้วก็ค่อยๆทำกันไป</p>
<p><strong>ปักเที่ยง&#8230;</strong><br />
ผมถามท่านว่า หลังจากที่เราตัดสินใจ มันจะมีผลกระทบกับคนอื่น เช่นถ้าผู้หญิงคนนั้นตัดสินใจที่จะไม่กลับไป แล้วพ่อแม่ของเค้าคิดว่าเค้าเป็นลูกอกตัญญู แล้วคิดอย่างนั้นแล้วก็เสียใจจนตายไป หรือ ตัดสินใจกลับไปแล้วสามีของเค้าก็เลิกกะเค้าเพราะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้วสามีก็ไปอยู่ที่อินโดฯไม่ได้ แล้วก็เกลียดเค้าไปตลอดชีวิต ตรงนี้เราก็ต้องยอมรับผลของมันถูกมั้ย เพราะมันเป็นส่วนของความเห็นผิดของเค้า หลวงพี่ตอบว่าถูกต้องแล้ว แต่ที่สำคัญมันอยู่ที่ใจเราเอง เพราะมันจะมีความรู้สึกผิดในใจที่เราจะต้องเอาออกเช่นเราเองนั่นแหละจะรู้สึกว่าเราเป็นลูกอกตัญญู ไม่ใช่ส่วนของพ่อแม่&#8230;</p>
<p><strong>หลงประเด็น&#8230;</strong><br />
ญาติธรรมอีกคนนึงเล่าเสริมขึ้นมาว่า เดี๋ยวนี้สังคมไทยเป็นอะไรไปแล้ว มีเพือนเค้าโพสในเฟสบุคบอกว่า นี่หรือความรักบริสทุธิ์ ทำไมพ่อแม่จะต้องมาหวังว่า ลูกจะต้องกลับมาดูแลตอนแก่ ญาติธรรมคนั้นก็ตอบโพสกลับไปทันทีว่า มันก็เป็นหน้าที่ของลูกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ญาติธรรมอีกคนเสริมต่อว่า นี่&#8230; มันเป็นหน้าที่พี่อแม่ที่จะต้องสอนเหมือนกันนะ&#8230; หลวงพี่บอกหยุดก่อน หลวงพี่ว่าตอนนี้กำลังพูดกันคนละประเด็นนะ เพื่อนโยมบอกว่า นี่หรือรักบริสุทธิ์ของพ่อแม่ ทำไมมีความหวัง หวังผลตอบแทน แต่โยมกลับไปตอบในด้านของลูก ว่านี่มันเป็นหน้าที่ของลูกนะ พูดกันคนละเรื่อง ส่วนโยมอีกคน พูดคนละประเด็นอีกว่านี่คือสิ่งที่จะต้องสอนลูกไม่ใช่เหรอ สรุปสามคนนี้พูดคนละเรื่องเดียวกัน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะฟังดูเหมือนกับโยมสองคนจะเป็นฝ่ายเดียวกัน คนนึงพูดด้านที่ลูกควรทำ อีกคนพูด้านที่พ่อแม่ควรสอน แต่บังเอิญเป็นเรื่องเดียวกัน เลยเหมือนจะเข้ากันได้ เข้าพวกกันพอดี ตรงนี้สำคัญมาก&#8230;</p>
<p><strong>กรงในใจ&#8230;</strong><br />
คนเราทุกคนจะมีที่แม่ชีเรียกว่า กรงในใจ โยมก็มีปมว่าลูกที่ดีจะต้องกลับมาดูแลพ่อแม่ตอนแก่เสมอ พอได้ยินหรืออ่าน message ตรงนี้ก็เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาทันที เหมือนพังพอนกับงูที่เข้ากันไม่ได้ เจอกันทีไรต้องซัดกันตลอด ตรงนี้เราต้องระวัง ต้องเอามาสอนใจ ต้องมาเอาออก</p>
<p><strong>ย้ำคิดย้ำทำ&#8230;</strong><br />
การเอาออกก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป ทุกสิ่งอย่างก็เกิดมาจากการย้ำคิดย้ำทำนี่แหละ เช่นมีคนบอกเรา หรือเราคิดว่าคนๆ นี้ไม่ดีอย่างน้นอย่างนี้ เค้าพูดจากไม่ดี ฟังมามาก คิดมามาก พอเค้าเปิดปากยังไม่ทันพูดก็เกลียดเค้าแล้ว โกรธเค้าแล้ว บางทียังไม่มีสาเหตุด้วยซ้ำไป การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน เราจะต้องย้ำคิดย้ำทำสวนทางกับมัน สวนทางกับความเห็นผิด ซักวันมันจะเปลี่ยความเห็นได้</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=483</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการพิจารณาวัตถุสิ่งของ ตัวตนของๆตน</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=470</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=470#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Oct 2011 00:03:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=470</guid>
		<description><![CDATA[เย็นวันเสาร์ได้มีโอกาสเข้าวัดไปคุยกับญาติธรรมคนนึงที่ผ่านการพิจารณาวัิตถุสมบัติอย่างโชกโนมาแล้ว เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ส่งการบ้าน เล่าให้ท่านฟัง ช่วงนี้เห็นของตายไปต่อหน้าต่อตาหลายคร้้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อขาด กางเกงขาด ไม้ขัดหลังหัก รองเท้าขาด เบาะรถขาด ฯลฯ อะไรๆก็ตายไป เจ็บป่วยไปหมด เลยมาถึงเสื้อเก่าๆตัวนึง เห็นว่ามันขาดจริงจังตอนซํกผ้า แล้วก็ออกมาจากปั่นแห้งเสื้อขาดหลายจุดแบบว่าใส่ให้ใครเห็นคงจะไม่เหมาะประมาณนั้น กำลังจะโยนลงถังขยะ แต่ปรากฏว่าทิ้งไม่ลง&#8230; เอ๋ทำไมทิ้งไม่ลงนะ เสื้อตัวนี้มันหมายถึงอะไรกับเรา มันสำคัญกับเรายังไง ทำไมถึงทิ้งไม่ลง มานั่งดู เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อที่ได้มาตอนไปเที่ยวทริปแรกกับแฟนเก่า เป็นครั้งแรกที่ขับรถเที่ยวกันไกลๆ ที่นี่...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เย็นวันเสาร์ได้มีโอกาสเข้าวัดไปคุยกับญาติธรรมคนนึงที่ผ่านการพิจารณาวัิตถุสมบัติอย่างโชกโนมาแล้ว เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ส่งการบ้าน เล่าให้ท่านฟัง ช่วงนี้เห็นของตายไปต่อหน้าต่อตาหลายคร้้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อขาด กางเกงขาด ไม้ขัดหลังหัก รองเท้าขาด เบาะรถขาด ฯลฯ อะไรๆก็ตายไป เจ็บป่วยไปหมด เลยมาถึงเสื้อเก่าๆตัวนึง เห็นว่ามันขาดจริงจังตอนซํกผ้า แล้วก็ออกมาจากปั่นแห้ง<span id="more-470"></span>เสื้อขาดหลายจุดแบบว่าใส่ให้ใครเห็นคงจะไม่เหมาะประมาณนั้น กำลังจะโยนลงถังขยะ แต่ปรากฏว่าทิ้งไม่ลง&#8230; เอ๋ทำไมทิ้งไม่ลงนะ เสื้อตัวนี้มันหมายถึงอะไรกับเรา มันสำคัญกับเรายังไง ทำไมถึงทิ้งไม่ลง มานั่งดู เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อที่ได้มาตอนไปเที่ยวทริปแรกกับแฟนเก่า เป็นครั้งแรกที่ขับรถเที่ยวกันไกลๆ ที่นี่ แล้วแวะ Disney&#8217;s Land แล้วก็ได้เสื้อตัวนี้มา เริ่มแปลกใจมากกว่าเดิมว่าทำไม เราเองก็ไม่ได้คิดถึงแฟนเก่าคนนี้นานมากแล้ว แต่ทำไมเสื้อที่ซื้อกับเค้าถึงทิ้งไม่ลง&#8230;</p>
<p>ญาติธรรมบอกให้ไปหาให้ได้ว่าทำไม พิจารณาเสื้อตัวนั้นให้ทับกับตัวเราให้ได้ มันเก่า มันขาด มันตาย เราก็แก่ เราก็ป่วย เราก็ตายเหมือนกัน เสื้อมาจากไหน เรามาจากไหน เสื้อตัวนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป เราจะเป็นอย่างไรต่อไป มันเป็นของเราได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไร กายนี้ก็เป็นของเราได้ยังไงตั้งแต่เมื่อไรเหมือนกัน&#8230;</p>
<p>ขับรถกลับบ้านเอาเรื่องนี้มาคิดต่อ แต่ปรากฏใจมันกลับไปติดอยู่กับรถที่ขับ เอาหล่ะถ้างั้นก็เอารถมาคิดใหม่แล้วกัน เคยคิดเรื่องรถยนต์มาแล้ว คิด function ของรถเทียบกับตัวเราแลว แต่ไม่เป็นไรเอาใหม่คิดใหม่&#8230; คราวนี้เน้นเรื่องความเสื่อมของมัน แต่ก่อนซื้อมาใหม่ๆ แรงมันก็ดีไม่ค่อยกินน้ำมัน พอตอนนี้เริ่มอื่ดๆลงไปบ้าง กินน้ำมันมากขึ้น ตัวเราเองก็เหมือนกัน แต่ก่อนตอนยังเด็กเรี่ยวแรงก็ดี ทำอะไรก็ว่องไว ตอนนี้ช้าลง กินมากขึ้น ต้องการการพักผ่อนมากขึ้น อีกอย่างนึงที่ติดใจคือสีรถยนต์ ตอนนี้ดูดีๆ มันก็เริ่มมีความด้านของสี มันไม่สดใสเหมือนใหม่ ผิวหนังเราก็เหมือนกัน ต่อไปก็จะต้องเหี่ยวย่น เป็นกละ แก่ไปตามสภาพ รถเก่ามากๆ เราก็จะขายต่อ ถ้ามันยังวิ่งได้ ก็จะมีคนเอาไปใช้ต่อ ถ้าวิ่งไม่ไหวแล้ว มันก็จะถูกแยกส่วนเป็นชิ้นย่อยๆ เอามา recycle ทำเป็นรถยนต์คันใหม่ขึ้นมา หือเป็นของชินอื่นให้ใช้่ต่อไป หรือไม่ก็เป็นขนะกลับไปสู่พื้อดิน พื้นโลก ตัวเราก็เหมือนกัน ท้ายสุดก็ต้องตาย มีคนเก็บเอาไปเผาเสียทั้งหมด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=470</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุยธรรมะยามบ่าย</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=451</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=451#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 Oct 2011 21:27:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=451</guid>
		<description><![CDATA[ได้มีโอกาสเจอกับรุ่นพี่กัลยานมิตรที่พึ่งกลับจากเมืองไทยได้ไม่น่าน พี่เค้าได้ไปทั่วร์วัดมาเป็นเวลา 11 วัน ได้ไปตามวัดต่างๆ ได้มีโอกาสตามรอยพระอริยะ ที่ละสังขารไปแแล้ว ไปในที่ๆ ท่านบรรลุธรรม ไปวัดของท่าน เห็นประสบการณ์น่าประทับใจจากแรงศรัทธาของชาวบ้าน ฯลฯ ชอบคำพูดของพี่อยู่หลายๆจุด แต่ที่ติดใจมากคือ ถามพี่เค้าว่า แล้วได้ไปคุยกับหลวงพ่อฯ ถามคำถามที่พี่อยากถาม แล้วท่านตอบพี่ว่ายังไง พี่บอกว่ามันอธิบายไม่ถูก เหมือนฝนที่ตกลงมาซู่หนึ่งแล้วเราสัมผัสความเย็นได้ กลับมามองความรู้สึกที่ได้จากการคุยธรรมะวันนั้นก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน อธิบายไม่ถูกจริงๆว่าฝนตกลงมายังไง แต่พอจะบอกความเย็นที่สัมผัสได้ประมาณนั้น&#8230; &#160; &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2011/10/PThawee01.jpg"><img class="size-thumbnail wp-image-452 alignleft" title="PThawee01" src="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2011/10/PThawee01-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a><a href="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2011/10/PThawee02.jpg"><img class="size-thumbnail wp-image-453 alignleft" title="PThawee02" src="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2011/10/PThawee02-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></p>
<p>ได้มีโอกาสเจอกับรุ่นพี่กัลยานมิตรที่พึ่งกลับจากเมืองไทยได้ไม่น่าน พี่เค้าได้ไปทั่วร์วัดมาเป็นเวลา 11 วัน ได้ไปตามวัดต่างๆ ได้มีโอกาสตามรอยพระอริยะ ที่ละสังขารไปแแล้ว ไปในที่ๆ ท่านบรรลุธรรม ไปวัดของท่าน เห็นประสบการณ์น่าประทับใจจากแรงศรัทธาของชาวบ้าน ฯลฯ ชอบคำพูดของพี่อยู่หลายๆจุด แต่ที่ติดใจมากคือ ถามพี่เค้าว่า แล้วได้ไปคุยกับหลวงพ่อฯ ถามคำถามที่พี่อยากถาม แล้วท่านตอบพี่ว่ายังไง พี่บอกว่ามันอธิบายไม่ถูก เหมือนฝนที่ตกลงมาซู่หนึ่งแล้วเราสัมผัสความเย็นได้ กลับมามองความรู้สึกที่ได้จากการคุยธรรมะวันนั้นก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน อธิบายไม่ถูกจริงๆว่าฝนตกลงมายังไง แต่พอจะบอกความเย็นที่สัมผัสได้ประมาณนั้น&#8230;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=451</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิจารณา G-SHOCK</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=421</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=421#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2011 23:27:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=421</guid>
		<description><![CDATA[อยากได้มานานกับ จีช็อกอันนี้ อยากได้มาเป็นปี แต่ซื้อไม่ลงเพราะ  ราคาแพง (สำหรับผม) แล้วก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไร นาฬิกาเราก็มี ราเพียงแต่ชอบรูปแบบของมันเฉยๆ นานๆทีก็เปิด amazon.com ดูมัน อ่านรีวิว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ&#8230; จนกระทั่ง Labor Day ที่ผ่านมา G-SHOCK ลดราคาลง เกือบ ห้าสิบเปอร์เซนต์ บวกส่งฟรี เลยตัดสินใจซื้อ&#8230; พอได้มาก็ตื่นเต้นกับนาฬิกาเรือนนี้มาก...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-422" title="g-Shock" src="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2011/09/g-Shock.jpg" alt="" width="300" height="349" />อยากได้มานานกับ จีช็อกอันนี้ อยากได้มาเป็นปี แต่ซื้อไม่ลงเพราะ  ราคาแพง (สำหรับผม) แล้วก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไร นาฬิกาเราก็มี ราเพียงแต่ชอบรูปแบบของมันเฉยๆ นานๆทีก็เปิด amazon.com ดูมัน อ่านรีวิว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ&#8230; จนกระทั่ง Labor Day ที่ผ่านมา G-SHOCK ลดราคาลง เกือบ ห้าสิบเปอร์เซนต์ บวกส่งฟรี เลยตัดสินใจซื้อ&#8230;</p>
<p>พอได้มาก็ตื่นเต้นกับนาฬิกาเรือนนี้มาก หยิบๆจับๆ ไม่วาง เปิดออกมาจากกล่อง นาฬิกาก็เริ่มทำงานทันดี ตั้งเวลาด้วยตัวเอง ช้าตแบตได้เองเวลาโดนแสง&#8230; โหเท่เหลือเกิน</p>
<p>ใจก็รู้ว่า นาฬิกาเรื่อนนี้อันตรายนะ เพราะ เราติดกับมันมาก เราชอบมันมาก เราอยากได้มันมานาน นี่ต้องรีบเอาออกนะ แต่อีกใจก็บอกว่า เออ.. รู้แล้ว เอาไว้ก่อน ขอชื่นชมกะมันสักพักก่อน ต่อนนี้ยังใหม่กิ้ง ของดูมันสักสองสามวันก่อนเถิด<span id="more-421"></span>นาฬิกาถูกส่งมาที่ทำงาน เย็นวันนั้นใส่กลับบ้าน เดินอย่างระวังไม่ให้ไปขูดนั่นขูดนี่ ตกเย็น เอาเจ้าปั้นออกไปวิ่งที่ dog park ระหว่างที่ปล่อยให้มันวิ่ง ก็ยกข้อมือขึ้นมาดู มีลูกหมาที่พาร์ค กระโดดมาเลียมือ โดนนาฬิกาใหม่เต็มๆ เลอะน้ำลายลูกหมาเต็มไปหมด แวปแรก ในใจแทบตะโกนออกมาดังๆ แต่แล้วก็มีอีกเสียงบอกว่า เห็นมั้ย บอกแล้วไงว่าให้พิจารณา&#8230; (แล้วก็ยังไม่ทำอีก เลื่อนออกไปอีก&#8230;)</p>
<p>เย็นวันต่อมา เปลี่ยนไฟหน้ารถที่ดับไปข้างนึง ถอดนาฬิกาออกไว้ในรถ เพราะงานนี้ต้องเปื้อนน้ำมันแน่ๆ เปลี่ยนเสร็จ เพื่อนยื่นนาฬิกามาให้ใส่ แทบไม่อยากจับ เพราะกลัวมันเลอะน้ำมัน!  กลับมานั่งคิดถึง ทุกข์ โทษ ภัย ที่ติดมากับ เจ้าจีช้อก เรือนนี้ภายในเวลาแค่สองวัน มันสร้างความทุกข์ใจ อึดอันใจให้เรามากจริงๆ ใจมันหนัก ถูกผูกติดกับไอ้นาฬิกาเรือนนี้อยู่ตลอดเวลา&#8230;  ระวังนู่นระวังนี่ มันหนัก มันหน่วงกว่าที่เคย เพื่อที่จะแลกมากับ ความสวยเวลามันอยู่บนมือ&#8230;</p>
<p><strong> G-SHOCK มากจากไหน<br />
</strong>ซื้อจาก Amazon.com &gt; ship จาก โกดัง &gt; จากโรงงาน ทำนาฬิกา &gt; นาฬิกาเรื่อนนี้ประกอบไปด้วย<br />
พลาสติกสีดำ (สาย ตัวเรือน กระจก หน้าปัทม์ด้านใน) อลูมิเนียม  (ปุ่ม ฝาหลัง สายปรับให้เข้ากับข้อมือ กรอบ G-Shock เข็ม ตรา G-SHOCK บนหน้าปัมท์ แผงเซอร์นาฬิกาด้านใน แบตเตอรี่) แล้วก็ display LED.</p>
<p>พลาสติก &gt; โพลีเมอร์ &gt; สารธรรมชาติ &gt; ยาง แอมเบอร์ เชอร์เแลก  &gt; ต้นไม้ &gt; ดิน + น้ำ เป็นหลัก<br />
&gt; โพลีเมอร์ &gt; สังเคราะห์ &gt; สารสกัดจาก คาร์บอน &gt; กราไฟต์ &gt; ดิน<br />
สีดำ &gt; สีสังเคราะห์ &gt; สารเคมีจากดิน + น้ำ<br />
อลูิมเนียม &gt; ดิน<br />
จอ LED &gt; semi conductor &gt; ไฟ + ดิน<br />
Battery เป็น solar cell rechargeable &gt; ไฟ + ดิน<br />
ในตัวนาฬิกาเอง จะมีช่องว่างระหว่างจอกับหน้าปัทม์ ช่องว่างระหว่างเครื่องด้านใน ซึ่งมาอากาศอยู่</p>
<p><strong>G-SHOCK จะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน<br />
</strong>ถ้าเครื่องไม่พังซะก่อน ตัวนาฬิกาน่าจะอยู่ได้เป็นสิบปี สายนาฬิกาไม่น่าเกินห้าปี แบตเตอรรี่ ตามคู่มือบอกสามปี แต่ถ้าไม่พักซักอย่างเลย computer ในนาฬิกาจะทำงานถึงปี 2099 แล้วก็จะใช้ไม่ได้อีก หรือ ใช้ไม่ได้ตามวันและเวลาตามจริง ฉนั้นเอาว่ามันจะอยู่กะเราได้ยาวที่สุดอีก 88ปีก่อนที่มันจะเพี้ยนไป</p>
<p><strong>G-SHOCK จากเราไปยังไง เราจากมันไปยังไง<br />
</strong>มันจากเรา &gt; หาย โดนขโมย พัง ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน บริษัทคาซิโอเลิกกิจการ เจ็ง แดดไม่ออก แบตเตอรรี่ไม่ทำงาน<br />
เราจากมัน &gt; ยกให้คนอื่น  ตาย ทิ้ง บริจาค ลืมทิ้งไว้ เปลี่ยนอันใหม่ เลิกใส่ ไม่อยากใส่ ไม่มีโอกาสใช้</p>
<p>หาย โดนขโมย ยกให้คนอื่น ทิ้ง บริจา ลืมไว้ = เปลี่ยนมือ &gt; ใส่ไปนานๆ<br />
&gt; ใส่ไปนานๆ &gt; สายถลอก &gt; เศษของสายนาฬิกา &gt; ดิน<br />
&gt; ใส่ไปนานๆ &gt; สายยาด เครื่องพัง แบตหมด &gt; ขยะ + เผา หรือ ฝัง &gt; ดิน<br />
&gt; ใส่ไปนานๆ &gt; ตัวหนังสือจาง&gt; เศษของตัวหนังสือ &gt; ดิน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=421</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะไรอยู่ในห้อง</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=328</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=328#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2011 21:28:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=328</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ หลวงพี่นำนั่งสมาธิประมาณสิบนาที&#8230; คราวนี้พอนั่งแป็ปเดียวเกิดนิมิตร มีความรู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นไปบนฟ้า สูงประมาณระดับเพดาน แล้วมองลงมา เห็นตัวเองรวมไปถึงเพื่อนๆ กำลังนั่งสมาธิกันอยู่ รวมไปถึงสิ่งของต่างๆ ในห้อง ใจตอนนั้นมันเห็นว่าเราเองไม่ต่างอะไรกับสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในห้องเลย เราเป็นส่วนหนึ่งของห้องพระนั้น แวปแรกนึงถึงคำแม่ชีฯ ที่เคยสอนว่า นิมิตรเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่คิดไม่ออกว่าจะเอามาพิจารณายังไงดี ก็เลยตัดสินใจดูกายไป ดูผิวหนังไป หลังจากออกสมาธิแล้ว ก็เดินไปถามแม่ชีว่าควรพิจารณาอย่างไร แม่ชีถามผมว่า แล้วของในห้อง มันเหมือนกับตัวเรายังไง ก็ตอบท่านไปว่า...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ หลวงพี่นำนั่งสมาธิประมาณสิบนาที&#8230; คราวนี้พอนั่งแป็ปเดียวเกิดนิมิตร มีความรู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นไปบนฟ้า สูงประมาณระดับเพดาน แล้วมองลงมา เห็นตัวเองรวมไปถึงเพื่อนๆ กำลังนั่งสมาธิกันอยู่ รวมไปถึงสิ่งของต่างๆ ในห้อง ใจตอนนั้นมันเห็นว่าเราเองไม่ต่างอะไรกับสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในห้องเลย เราเป็นส่วนหนึ่งของห้องพระนั้น แวปแรกนึงถึงคำแม่ชีฯ ที่เคยสอนว่า นิมิตรเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่คิดไม่ออกว่าจะเอามาพิจารณายังไงดี ก็เลยตัดสินใจดูกายไป ดูผิวหนังไป<span id="more-328"></span> หลังจากออกสมาธิแล้ว ก็เดินไปถามแม่ชีว่าควรพิจารณาอย่างไร แม่ชีถามผมว่า แล้วของในห้อง มันเหมือนกับตัวเรายังไง ก็ตอบท่านไปว่า เหมือนอวัยวะภายใน ท่านถามต่อ แล้วห้องเป็นส่วนหนึ่งของอะไร ก็ตอบท่านไปว่า เป็นส่วนหนึ่งของวัด เราก็เป็นส่วนหนึ่งของ คนไทยที่นี หรือ  คนที่เมืองนี้รัฐนี้ แม่ถามต่อว่าแล้ว วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของอะไร ก็ตอบท่านไปว่า บ้านแถบนี้ หรือ บ้านของเมืองนี้ ท่านชี้ให้เห็นถึงความเหมือนระหว่าง เรากับ ห้องพระได้อย่างดีมากๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=328</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้อมสามแบบ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=413</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=413#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2011 05:52:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=413</guid>
		<description><![CDATA[เข้าวัดทำวัดเย็น แล้วได้นั่งสนทนาธรรมกับหลวงพี่ ท่าน mention ถึงการน้อมสามเอาอุบายธรรม แล้วก็ยกตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ที่นาง (จำชื่อไม่ได้) กรอได้แล้วได้หมด ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดานัน การน้อมมีสามแบบ ซึ่งแบบที่เป็นประโยชน์ จะเป็นแบบที่สาม&#8230; แบบแรกคือ เห็นด้ายหมดหลอด ก็คิดว่า ทุกสิ่งอย่างในโลกจะต้องหมดไป ตายไป แบบที่สอง คือ พอหมดหลอด เราก็คิดว่าเราเองก็ตายได้เช่นกัน เหมือนได้ทีหมดนี้ อันนี้ก็พอได้อยู่แต่ ใจก็ยังไม่เชื่อเท่าไร...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เข้าวัดทำวัดเย็น แล้วได้นั่งสนทนาธรรมกับหลวงพี่ ท่าน mention ถึงการน้อมสามเอาอุบายธรรม แล้วก็ยกตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ที่นาง (จำชื่อไม่ได้) กรอได้แล้วได้หมด ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดานัน การน้อมมีสามแบบ ซึ่งแบบที่เป็นประโยชน์ จะเป็นแบบที่สาม&#8230; แบบแรกคือ เห็นด้ายหมดหลอด ก็คิดว่า ทุกสิ่งอย่างในโลกจะต้องหมดไป ตายไป แบบที่สอง คือ พอหมดหลอด เราก็คิดว่าเราเองก็ตายได้เช่นกัน เหมือนได้ทีหมดนี้ อันนี้ก็พอได้อยู่แต่ ใจก็ยังไม่เชื่อเท่าไร แบบที่สามก็คือ ได้ที่หมดหลอดในขณะนี้ก็เหมือนกันเรา ที่จะตายเมื่อไรก็ได้ มันหมดตรงนี้จบตรงนี้ เราจะต้องทิ้งทุกอย่างไปอย่างไม่มีวันกลับ แล้วก็อาจจะเกิดได้ตลอดเวลา แม้แต่ในปัจจุบันขณะนี้เลย&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=413</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัตถุสิ่งของตัวตนของๆตน &#8211; BB (เอาใหม่)</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=391</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=391#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2011 20:05:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=391</guid>
		<description><![CDATA[BB เหมือนเรายังไง มีชื่อเหมือนกัน (Blackberry)  มีที่อยุ่เหมือนกัน (Verizon) มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนเหมือนกัน (logo)  พูดได้ ฟังได้ จำได้ คิดได้ มีสมุดจำบันทึกเหมือนกัน (microSDcard) ต้องกินข้าวเหมือนกัน มีของเสียออกมา (radio wave) มีหน้าที่เหมือนกัน BB มาจากไหน replacement phone from Verizon...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>BB เหมือนเรายังไง</strong><br />
มีชื่อเหมือนกัน (Blackberry)  มีที่อยุ่เหมือนกัน (Verizon) มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนเหมือนกัน (logo)  พูดได้ ฟังได้ จำได้ คิดได้ มีสมุดจำบันทึกเหมือนกัน (microSDcard) ต้องกินข้าวเหมือนกัน มีของเสียออกมา (radio wave) มีหน้าที่เหมือนกัน</p>
<p><strong>BB มาจากไหน</strong><br />
replacement phone from Verizon &gt; Air cargo &gt;  Mexico manufacture &gt;  battery, SIM card, memory card, motherboard, frame, screen, speakers, microphone, LED indicator, camera, flash &gt; plastic, metal, rubber, aluminum &gt; element</p>
<p><strong>BB เสื่อมยังไง</strong><br />
แบตเสื่อม หน้าจอเสื่อม รับเคลื่นไม่ได้ ถ่ายรูปไม่ชัด</p>
<p><strong>BB จะจากเราไปยังไง</strong><br />
ตกแตกพัง เปิดไม่ขึ้น หาย โดนขโมย โดนทับ RIM ล้มละลายเลิกบริการ server Verizon เจ็ง</p>
<p><strong>ทุกข์ที่เราถือครอง BB อันนี้</strong><br />
กังวลกลัวหาย กลัวตก กลัวเปียกน้ำ กลัวขูดขีด ต้องไปซื้อ ปลอกกับกันขูดหน้าจอมาใส่ แบตไม่พอใช้ต้องซื้อที่ช้าตในรถ เสียเงินเพิ่มเวลาใช้โทรศัพท์ทั้งไทย ทั้งแมกาฯ ต้องหาเงินเพิ่มเพื่อจะจ่ายค่าโทรศัพท์ ต้องเอามาวางข้างๆตัวตลอดเวลา ต้องถือติดตัวตลอดเวลา research หา accessories มาใช้กับมัน ทำตกแล้วก็กังวลว่าจะพัง</p>
<p>ญาติธรรมคนนึง เคยบอกผมว่า การที่เรารักและหวงวัตถุสมบัติ ก็เหมือนกับการที่ เราเป็นคนรักเค้าข้างเดียว เราเป็นห่วงเป็นใยวัตถุสมบัติตลอดเวลา แต่วัตถุสมบัติไม่เคยสนใจหรือแยแสเราแต่อย่างใด&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=391</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สรุปคำสอนของพระอาจารย์จากกัลยานมิตร</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=386</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=386#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Jun 2011 03:05:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=386</guid>
		<description><![CDATA[กัลยานมิตรคนนึง ได้สรุปการเทศน์ของพระอาจารย์มาให้ฟังอีกทีสรปได้ใจความดังนี้ โช่ตรวน&#8230; คนเราเปรียบเสมือนนักโทษ มีโช่ตรวนล่ามอยู่ โช่ที่ล่ามคอเปรียบเสมือนลูก จะกินอะไรดีๆต้องเก็บไว้ให้ลูกกิน ทำอะไรก็ต้องนึกถึงความอยู่รอดของลูกก่อน ให้ลูกกินก่อนให้ลูกได้ก่อน โซ่ที่ล่ามลืมเปรียบเสมือนครอบครัว จะทำอะไรจะหยิบจะจับ ทำงานต่างๆ ก็ต้องคิดถึงครอบครัว ทำตามใจตัวเองได้ได้ เอาสิ่งทีเราต้องการไม่ได้ โซ่ที่ล่ามข้อเท้าเปรียบเสมือน วัตถุสมบัติ&#8230; แม้เราจะมีโซ่ตรวนเหล่านี้ตรึงเราไว้ แต่เราต้องทำใจให้ปราศจากโซ่เหล่านี้ เราจะต้องทำใจให้เป็นอิสระ จนกระทั่งวันนึง เราพร้อม (ผมมองว่าหมดโทษ) เราก็สลัดโซ่ตรวนเหล่านั้นออก ท่านเล่าต่อว่ามีคนเคยถามหลวงพ่อว่า...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>กัลยานมิตรคนนึง ได้สรุปการเทศน์ของพระอาจารย์มาให้ฟังอีกทีสรปได้ใจความดังนี้</p>
<p>โช่ตรวน&#8230;<br />
<strong>คนเราเปรียบเสมือนนักโทษ มีโช่ตรวนล่ามอยู่ </strong></p>
<ol>
<li>โช่ที่ล่ามคอเปรียบเสมือนลูก จะกินอะไรดีๆต้องเก็บไว้ให้ลูกกิน ทำอะไรก็ต้องนึกถึงความอยู่รอดของลูกก่อน ให้ลูกกินก่อนให้ลูกได้ก่อน</li>
<li>โซ่ที่ล่ามลืมเปรียบเสมือนครอบครัว จะทำอะไรจะหยิบจะจับ ทำงานต่างๆ ก็ต้องคิดถึงครอบครัว ทำตามใจตัวเองได้ได้ เอาสิ่งทีเราต้องการไม่ได้</li>
<li>โซ่ที่ล่ามข้อเท้าเปรียบเสมือน วัตถุสมบัติ&#8230;</li>
</ol>
<p>แม้เราจะมีโซ่ตรวนเหล่านี้ตรึงเราไว้ แต่เราต้องทำใจให้ปราศจากโซ่เหล่านี้ เราจะต้องทำใจให้เป็นอิสระ จนกระทั่งวันนึง เราพร้อม (ผมมองว่าหมดโทษ) เราก็สลัดโซ่ตรวนเหล่านั้นออก</p>
<p>ท่านเล่าต่อว่ามีคนเคยถามหลวงพ่อว่า เราจะต้องเตรียมตัวตายเมื่อไร&#8230; หลวงพ่อตอบว่า ตอนนี้ แล้วก็อธิบายต่อว่า ใจเราเหมือนต้นไม้ ถ้ามันเอียงไปทางไหน สุดท้ายมันก็จะล้มไปทางนั้น การที่เราเตรียมตัวตายตอนนี้ เปรียบเสมือนเรากำลังเอียงใจเราไปในทางที่ถูกทางที่พร้อม เมื่องถึงเวลาที่ไม้จะล้ม มันก็จะล้มไปในทางที่ต้องการ</p>
<p><strong>ต้นไม้</strong><br />
ท่านเปรียบรากของต้นไม้กับการปฏิบัติธรรม รากแก้วของต้นไม้ก็คือ สมาธิ (ตั้งมั่น) เป็นตัวที่ทำให้ต้นไม้ตั้งอยู่ ส่วนราฝอยเปรียบเสมือนปัญญา เป็นตัวสำคัญที่ทำให้ต้นไม่เจริญเติบโต เป็นส่วนที่ชอนไชไปดูดน้ำ ดูดแร่ธาตุ เอาสิ่งที่มีประโยชน์เข้าหล่อเลี้ยงต้นไม้ แต่เราก็จะไม่ทิ้งสมาธิความสงบเหมือนกัน&#8230; เคยเห็นต้นไม้โชว์รากมั้ย เปรียบเสมือนคนที่เอาสิ่งที่ได้จากการนั่งสมาธิมาโชว์ เอาสิ่งที่เห็นมาโชว์ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ&#8230;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=386</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยอมเด็ก! กับการตั้งเงื่อนไข</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=370</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=370#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 Apr 2011 20:22:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[ตอนนั่งฟังธรรมะจากพระอาจารย์ในช่วงถามตอบ พระอาจารย์ถามว่าอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว ผมตอบไปว่าสิบกว่าปี ในขณะเดียวกันรุ่นพี่ญาติธรรมพูดแทรกขึ้นมาบอกแทนเราเสร็จสรรพ ว่าเรากำลังจะบวชเพราะพ่อไม่สบาย ที่นู่นที่นี่ เป็นเวลานานเท่านั้นเท่านี้ ใจมันฉุนกึกขึ้นมาว่าเค้ามีสิทธิ์อะไรที่มาพูดเรื่องของเราต่อหน้าพระอาจารย์ ขนาดเราเองยังไม่พูดอะไรเลย&#8230; จัดการคุยกับตัวเองเสร็จสรรพ บันทึกบทสนทนากับตัวเองดังนี้ ถามตัวเอง: เอ&#8230; เป็นอะไรอีกละ ใจมันขุ่นอีกละ เกิดอะไรขึ้น เค้าพูดเรื่องของเรา &#62; เราโกรธเพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วเอามาพูดในที่ๆ เราไม่อยากให้เค้าพูด ถามตัวเอง: เอแล้วเราเคยทำเป่านะ เคยนะ&#8230; เราเองก็พูดเรื่องคนอื่นให้กับคนอื่นฟัง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนั่งฟังธรรมะจากพระอาจารย์ในช่วงถามตอบ พระอาจารย์ถามว่าอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว ผมตอบไปว่าสิบกว่าปี ในขณะเดียวกันรุ่นพี่ญาติธรรมพูดแทรกขึ้นมาบอกแทนเราเสร็จสรรพ ว่าเรากำลังจะบวชเพราะพ่อไม่สบาย ที่นู่นที่นี่ เป็นเวลานานเท่านั้นเท่านี้ ใจมันฉุนกึกขึ้นมาว่าเค้ามีสิทธิ์อะไรที่มาพูดเรื่องของเราต่อหน้าพระอาจารย์ ขนาดเราเองยังไม่พูดอะไรเลย&#8230;</p>
<p><span id="more-370"></span></p>
<p>จัดการคุยกับตัวเองเสร็จสรรพ บันทึกบทสนทนากับตัวเองดังนี้</p>
<p><strong>ถามตัวเอง: </strong>เอ&#8230; เป็นอะไรอีกละ ใจมันขุ่นอีกละ เกิดอะไรขึ้น<br />
เค้าพูดเรื่องของเรา &gt; เราโกรธเพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วเอามาพูดในที่ๆ เราไม่อยากให้เค้าพูด</p>
<p><strong>ถามตัวเอง: </strong>เอแล้วเราเคยทำเป่านะ<br />
เคยนะ&#8230; เราเองก็พูดเรื่องคนอื่นให้กับคนอื่นฟัง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่แชร์ได้ หรือไม่ก็มีประโยชน์กับคนอื่น</p>
<p><strong>ถามตัวเอง: </strong>อ่าวแล้วอย่างนี้มันเหมือนกันมั้ยล่ะ<br />
เหมือนเลย พี่เค้ากะเราเหมือนกัน&#8230;</p>
<p><strong>ถามตัวเอง: </strong>แล้วทำไมเรื่องบวชพูดกะคนนี้ได้ พุดกะคนนี้ไม่ได้<br />
จริงๆ เลย&#8230; ใจเรามันมีแต่ condition ที่ซํบซ้อนอย่างไรเหตุผล คนนี้พูดเรื่องนี้ได้ คนนั้นพูดเรื่องนี้ไม่ได้ คนนี้พูดได้แต่พูดตรงนี้ไม่ได้ คนนั้น พูดอย่างนี้ไม่ได้ แต่พูดอีกแบบได้!</p>
<p><strong>ถามตัวเอง: </strong>อ่าวแล้วเราเคยบอก condition อันซับซ้อนอันนี้ให้กับ คนอื่นๆหรือเปล่า<br />
ไม่เคยเลย&#8230;</p>
<p><strong>ถามตัวเอง: </strong>แล้วเค้าจะรู้ได้ยังไงล่ะ<br />
ไม่มีทางรู้เลย&#8230;</p>
<p><strong>ถามตัวเอง: </strong>แล้วไปโกรธเค้า มันแฟร์มั้ยเนี่ย<br />
ไม่แฟร์เลย บ้าไปแล้ว&#8230;</p>
<p>เราสร้าง condition ที่จะรับฟัง หรือ ยอมให้คนอื่นพูดตลอดเวลา ผมมานึกต่อว่าถ้าเราทำอย่างนี้จริงๆ แล้วมันก็คือเราพยายามที่จะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสภาพแวดล้อมนี่เอง เราไม่สามารถที่จะไปบังคับคนทุกคน ให้พูดหรือไม่ให้พูดอะไรก็ตาม เค้าอยากจะพูดเค้าก็พูด เค้าเห็นว่าเหมาะสมเค้าก็พูด ความเห็นมันก็ไม่ตรงกันเท่านั้นเอง เค้าเห็นว่าเหมาะสมเลยพูด เราเห็นว่ามันไม่เหมาะสม เลยไม่อยากให้เค้าพูดก็เท่านั้น แล้วการที่เค้าพูดเรื่องบวช การบวชมันก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องที่น่าพูดถึงไม่ใช่เหรอ แล้วเราจะไปห้ามหรือไม่อยากให้เค้าพูดกับพระอาจารย์ทำไม คิดได้อย่างนี้ใจก็เบาลง จำได้ว่าพี่หันมาถามคำถามอะไรซักอย่าก ผมตอบรับโดยไม่ได้ติดใจอะไรอีก&#8230;</p>
<p>กับคนอายุน้อยกว่า เราก็เคยมีปัญหาเช่นกัน บางครั้งจะรุ้สึกไม่พอใจเวลา เด็กเค้าแนะนำอะไร หรือ ตักเตือนอะไรด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ในใจมันแปลความหมายไปเลยว่าเค้าไม่เคารพ เค้าไม่เกรงใจเรา แต่ก่อนก็ดื้อไม่อยากฟัง หลังจากได้มาเข้าวัน ก็เปลี่ยนความเห็นตรงนี้ใหม่ เพราะคนที่สอนธรรมะส่วนมากจะเด็กว่าเรา ถ้าเราไม่ฟังเค้าเราจะได้ธรรมะได้ยังไง แล้วเราเสียผลประโยชน์แค่ไหน กับการที่เราไปติดเรื่องของอายุ เรื่องของสัมมาคารวะ หรือ การพูดจาภาษาดอกไม้ ถ้าคนเหล่านั้นเค้าไม่หวังดีกับเรา แล้วเค้าจะมาพูดมาตักเตือนเราทำไม เราจะเป็นอย่างที่เค้าว่า หรือไม่เป็นอย่างที่เค้าว่า ก็มีคนเดียวเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ก็คือตัวเราเอง การที่เค้าพูดจาชมเชย ติดเตียน ว่ากล่าวเรานั้น มันไม่ได้เป็นตัววัด หรือทำให้เราเป็นคนดีขึ้นหรือเลวลงเลย ตัวเราเองต่างหากที่จะเป็นผู้ที่ทราบและตัดสินตรงนี้ได้ ดังนั้นในมุมมองของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้เกี่ยวกับคนพูด แต่เกี่ยวกับคนฟังหรือตัวเราเอง ว่าจะเอาประโยชน์จากการฟังคนแต่ละคนได้แค่ไหนต่างหาก</p>
<div id="_mcePaste" class="mcePaste" style="position: absolute; left: -10000px; top: 0px; width: 1px; height: 1px; overflow-x: hidden; overflow-y: hidden;">&gt;</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=370</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำสอนของพระอาจารย์</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=356</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=356#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Apr 2011 18:27:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=356</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนที่ความทรงจำจะลบเลือนออกไป อยากจะเขียนบันทึกคำสอนของพระอาจารย์ไว้เท่าที่จะทำได้ เป็นการสนทนาธรรมประมาณสองชั่วโมงกว่า ผมสรุปสั้นๆ ในแต่ละประเด็น ถาม: เท่าที่ไปนั่งคิดมาเห็นว่าความทุกข์ของตัวเองเกิดจากสองอย่างคือ ความชอบ  กับ ความไม่ชอบ ตอบ: พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากความชอบ และความไม่ชอบนี่แหละ การที่เราจะไม่ติดกับสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบคือเราจะต้องดูมันก่อน ก่อนที่เราจะตัดสินใจ วิธีการดูก็คือแยกส่วนมันออกมาเป็นชิ้นย่อยๆ ถามใจว่าจะเอามั้ย ถ้าตัดหูดาราที่เราชอบมายื่นให้เราจะเอามัย ตัดแต่จมูกยื่นให้เราจะเอามั้ย แยกเป็นส่วนๆออกมาดุ พิจารณาตามความเป็นจริงลงสู่ธาตุสี่ เมื่อใดที่มันรวมกันเป็น กลุ่มก้อน (ฆณะ)...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนที่ความทรงจำจะลบเลือนออกไป อยากจะเขียนบันทึกคำสอนของพระอาจารย์ไว้เท่าที่จะทำได้ เป็นการสนทนาธรรมประมาณสองชั่วโมงกว่า ผมสรุปสั้นๆ ในแต่ละประเด็น<span id="more-356"></span></p>
<p><strong>ถาม:</strong> เท่าที่ไปนั่งคิดมาเห็นว่าความทุกข์ของตัวเองเกิดจากสองอย่างคือ ความชอบ  กับ ความไม่ชอบ<br />
<strong>ตอบ:</strong> พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากความชอบ และความไม่ชอบนี่แหละ การที่เราจะไม่ติดกับสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบคือเราจะต้องดูมันก่อน ก่อนที่เราจะตัดสินใจ วิธีการดูก็คือแยกส่วนมันออกมาเป็นชิ้นย่อยๆ ถามใจว่าจะเอามั้ย ถ้าตัดหูดาราที่เราชอบมายื่นให้เราจะเอามัย ตัดแต่จมูกยื่นให้เราจะเอามั้ย แยกเป็นส่วนๆออกมาดุ พิจารณาตามความเป็นจริงลงสู่ธาตุสี่ เมื่อใดที่มันรวมกันเป็น กลุ่มก้อน (ฆณะ) เราก็จะถูกหลอก แยกมันออกมา ให้เห็นเป็นธาตุ คนนั้นก็ดิน คนนี้ก็ดิน ให้เห็นเป็นธาตุไปก่อน ไม่มีเพศ บอกใจตัวเองไปก่อนแม้จะดูยังไม่ออก แล้วค่อยมาถามใจตัวเอง ที่บอกว่าไอ้นั่นก็ธาตุดิน ไอ้นี่ก็ธาตุดินน่ะ มันดินยังไง ไหนแยกออกมาดูซิ ดูผม ดูคิ้ว ดูผิวหนัง การจะดูของคนอื่นให้ออก มันก็ต้องดูตัวเราก่อน ตัดผมเราออกมาดู ถ้าเสียดายก็ไปขอที่ร้านตัดผม ตัดมันออกมาวางดู ดูเฉยๆ มันช้า ก็เผามัน จะเห็นว่าผมมันรวมกันเป็นก้อนเล็ก เอาครกมาบดให้เป็นผง โปรยลงบนพื้น เอาให้เห็นซิว่ามันเป็นธาตุดินจริงมั้ย หัดแยกของออกเป็นส่วนๆ หัดหางานให้จิตเค้าทำ แยกออกมาแล้วก็ประกอบกลับเข้าไป</p>
<p><strong>ถาม:</strong> ติดเรื่องคนมากกว่าสิ่งของ<br />
<strong>ตอบ:</strong> ไอ้เรื่องคนนี่ เราต้องยอมรับความเป็นจริงคือว่าเราไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนใครได้ ใครก็ไม่สามารถที่จะมาเปลี่ยนเราได้ มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติของโลก คิดตามความเป้นจริงถ้าเราเป็นอย่างเค้าล่ะ ถ้าเราเป็นแบบเค้าล่ะ เราจะทำยังไง ก็คือน้อมเข้าหาตัวเรา เมื่อรับความเป็นจริงตรงนี้ได้แล้วก็กลับมาทำงานของเราต่อ คือมาแยกสิ่งของกันต่อ เพราะถ้าเรามีเรื่องที่ไม่สบายใจเรื่องของคน ความสนใจมันจะถูกแยกออกไป การแยกสิ่งของก็จะทำได้ไม่ดี เพราะใจมันถูกดึงความสนใจออกไป ถ้าเราทำไปเรื่อย (แยกของ)ก็จะเห็นว่าไอ้ความไม่สบายใจ เกี่ยวกับเรื่องคนหรือเรื่องอื่นๆ มันลดลงไปด้วย เพราะเรามุ่งความสนใจไปที่การแยกของ ไม่ใช่สิ่งอื่นๆ การจะทำอะไรเราต้องมีสติ คอยหยุดอารมร์ไม่ให้มันฟุ้งซ่านจนเกินไป เอากลับเข้ามาคิดตามความเป็นจริงต่อ เหมือนกับการที่เราขับรถหลงทาง ถ้าเราปล่อยให้มันเลยไปหลงไปนาน มันก็ใช้เวลาในการย้อนกลับมานาน ถ้าเรารู้ว่าหลงแล้วหยุดรีบกลับ การจะหยุดแล้วรีบกลับก็คือการใช้สติเป็นตัวสำคัญ</p>
<p><strong>ถาม:</strong> พิจารณาประมาณสี่ห้าวัน แล้วมันตื้อๆ ไปสองสามวัน<br />
<strong>ตอบ:</strong> จิตเค้าหมดแรง เราต้องทำสมาธิความสงบด้วย เวลาที่จิตเค้าเกิดรวมขึ้นมา เราก็ได้เห็นว่ามันมีความสุขอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็เอาพลังจากตรงนั้นมาใช้ คิดพิจารณาต่อ การนั่งสมาธิ การสวดมนต์ ภาวนาก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำด้วย บางคนคิดพิจารณาไม่หยุดไม่พัก สามสี่วัน คิดจนตาแดงก่ำ หลวงพ่อทูนท่านก็เคยเป็น คิดไม่หยุดไม่พัก มาได้ธรรมะเอาตอนเข้าส่วม สมัยโบราณก็เป็นส่วมหลุมเอาไม้สองอันมาพาด ท่านมองลงไปเห็นหนอนที่อยุ่ในหลุมยั้วเยี้อยไปหมด ท่านก็มาเห็นว่าการพิจารณาที่ไม่พัก ไม่หยุดไม่หย่อน มันก็เหมือนหนอนในขี้นี่แหละ ที่ไม่เคยหยุดพัก</p>
<p>หัดแยก หัดประกอบส่ิงต่างๆ บ่อยๆ จนจิตเค้าเห็นความเป็นจริง เหมือนที่พระอัญญษโกณทัญญะ พูดออกมาตอนได้โสดาบัญว่า สิ่งต่างๆ เกิดด้วยเหตุ ดับด้วยเหตุ มันมีสองส่วนนะ คือสิ่งต่างๆ กับ เกิดด้วยเหตุ ดับด้วยเหตุ ไอ้สิ่งต่างๆนี่จะเห็นความเป็นจริงมันก็ต้องแยกมันออกมา เป็นชิ้นเล็กๆ ถ้าเอามาเป็นก้อนเห็นเป็นก้อน เราก็โดนมันหลอกอีก ฝึกใจตัวเองบ่อยๆ พระพุทธเจ้าบอกว่า พระโสดาบันมีคุณค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายของมหากษัตรยิ์ อีก เพราะทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมีวันหมด ไปเกิดเป็นเทวดา หมดบุญก็ต้องกลับลงมา ไปเกิดเป็พรหมหมดพลังของญาณก็ต้องกลับลงมา แต่ถ้าได้โสดาบันฯ ได้แล้วได้เลย มันติดตัวเราไปตลอด เกิดอีกไม่เกินเจ็ดชาติ</p>
<p><strong>ถาม:</strong> ให้อภัยตัวเองไม่ได้<br />
<strong>ตอบ:</strong> เรื่องนี้สำคัญนะ เราจะต้องให้อภัยตัวเองให้ได้ เราต้องให้อภัยตัวเองก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะให้อภัยคนอื่นไม่ได้เลย เราทำความผิดก็เพื่อจะได้เรียนรุ้ จะได้ไม่ทำอีก เรามันไม่เลวไม่ชั่วขนาดนั้นหรอก ขนาดองคุลีมาน ท่านฆ่าคนตั้งเยอะ ท่านยังให้อภัยตัวเองหันมาศึกษาธรรมะจนได้เป็นพระอรหันต์ ถ้าท่านไม่ให้อภัยตัวเองมัวแต่ไปคิดว่า คนนั้นทำท่ายังไง อย่างนั้นอย่างนี้ก่อนตายท่านก็แย่สิ  จิตของเราๆ ก็ต้องมี ขู่ มีดุด่า มีปลอบเหมือนกันนะ เราต้องให้กำลังใจเค้า พวกเรามันหนึ่งในล้านที่จะมาสนใจธรรมะ ไม่อย่างนั้น วันเสาร์ อาทิตย์ กลางคืน ไม่ไปเต้น กินเหล้า สนุกสนานไม่ดีกว่าเหรอ นี่เราทำมาแล้ว เรามีขอเก่าแล้ว เราถึงสนใจ เรามานั่งฟังอยู่ตรงนี้</p>
<p>การจะบรรลุธรรมมันมีปัจจัยสามอย่าง<br />
อย่างแรกคือบุญวาสนาเก่า เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา แล้วยังได้ศึกษาธรรมะดั้งเดิมที่ถูกต้อง อันนี้เป็นวาสนาเก่าของเรา ก็ต้องให้กำลังใจตัวเองว่า เอ่อมันพอแล้วนะ เราโชคดีมากๆเลยนะ</p>
<p>อย่างที่สองคือทำให้ถูกปฏิบัติให้ถูก ไอ้ถูกมีมีสองถูก คือถูกตามมรรคแปด แล้วก็ถูกจริตของตัวเอง (อธิบายเรื่องมรรคแปด)</p>
<p>ส่วนเรื่องจริตของตัวเองนี่ สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านรู้ ท่านเลือกให้ คนนั้น เอาดอกไม้ไปพิจารณา คนนีั้เอาเส้นด้วย คนนั้ให้ไปดูซากศพ แต่พวกเราไม่รู้ แต่ให้สังเกตตัวเองว่าจิตมันติดตรงไหน มันสนใจเรื่องอะไร ก็เอาเรื่องนั้นแหละมาเป็นประเด็น เอามาพิจารณา</p>
<p>เวลาเรามีอะไร เราก็จะให้ความสนใจในสิ่งนั้น เช่นเรามีรถยี่ห้อนี้สีนี้ พอเห็นรถแบบเดียวกันวิ่งผ่าน มันมองตาม พ่อแม่ที่มีลูกเด็กๆ ก็จะให้ความสนใจกะเด็กรุ่นเดียวกันกับลูกๆ นี่มันเป็นอย่างนี้ เวลาเราไม่พอใจอะไรใคร ก็เป็นเพราะเรามีตรงนั้น ให้ลองเอาไปสังเกตุดู เอาเรื่องนั้นแหละมาพิจารณา</p>
<p><strong>ถาม:</strong> พระอาจารย์ช่วย อธิบายความแตกต่างระหว่างความเห็นกับความคิดหน่อย<br />
ตอบ:</p>
<p>อย่างที่สามคือทำให้ถึง จะคิดพิจารณาก็ต้องให้มันสุดๆ ให้มันครบตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ว่าทำอันนี้นิดนึงแล้วก็วาง อันนั้นนิดนึงแล้วก็วาง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=356</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเห็นผิดที่ไม่ยอมเอาออกจากใจ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=351</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=351#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Apr 2011 22:49:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=351</guid>
		<description><![CDATA[อาทิตย์ที่แล้ว มีเกมเปิดซีซั่นของทีมเบสบอลไจแอนต์ คนเข้ามาดาวทาวเยอะมาก ที่จอดรถปกติจ่าย 10เหรียญ ขึ้นราคาเป็น 20 เหรียญ&#8230; รับไม่ได้ (เพราะเค้าเคยขึ้นราคาเวลามีเบสบอลเกม แต่ในราคา 15 เหรียญ) ขับรถวนไปวนมาหาที่จอดใหม่ ไปเจอที่จอดรถของ city คิด 10เหรียญถ้าเข้าก่อนเก้าโมงเช้า แล้วออกก่อน หนึ่งทุ่ม เข้าไปได้ที่จอดทันที รู้สึกดีมากๆ แถมยังใกล้ที่ทำงานมากขึ้นกว่าเดิมอีก ในใจคิดว่าต่อไปจะมาจอดตรงนี้ตลอด ไม่ไปจอดตรงนั้นแล้ว...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>อาทิตย์ที่แล้ว มีเกมเปิดซีซั่นของทีมเบสบอลไจแอนต์ คนเข้ามาดาวทาวเยอะมาก ที่จอดรถปกติจ่าย 10เหรียญ ขึ้นราคาเป็น 20 เหรียญ&#8230; รับไม่ได้ (เพราะเค้าเคยขึ้นราคาเวลามีเบสบอลเกม แต่ในราคา 15 เหรียญ) ขับรถวนไปวนมาหาที่จอดใหม่ ไปเจอที่จอดรถของ city คิด 10เหรียญถ้าเข้าก่อนเก้าโมงเช้า แล้วออกก่อน หนึ่งทุ่ม เข้าไปได้ที่จอดทันที รู้สึกดีมากๆ แถมยังใกล้ที่ทำงานมากขึ้นกว่าเดิมอีก ในใจคิดว่าต่อไปจะมาจอดตรงนี้ตลอด ไม่ไปจอดตรงนั้นแล้ว เพราะเค้าเอาปรียบเรา&#8230;<span id="more-351"></span>เปิดมาวันจันทร์ขับรถผ่านที่จอดรถที่จอดเป็นปกติ เค้าลดราคาลงเหมือนเดิมคือ 10เหรียญ แต่ไม่จอดขับผ่านไป คิดว่าเราไม่สนเค้าแล้ว ต่อไปเราจะไม่จอดรถกะเจ้านี้อีกแล้วเพราะความไม่ยุ่ติธรรม เข้า city garage ก่อนเก้าโมงทันราคาสิบเหรียญตามโปรโมชั่น แต่พอเข้าไปปรากฏว่ารถแน่นมาก เกือบจะไม่มีที่จอดรถเหลือ วนไปๆมาเกือบจะต้องขับออกจากการาจ เหลือที่จอดอยู่อีก 2ที่และก็ค่อนข้างแคบมากๆ แถมที่จอดฝั่งตรงข้างเขียน reserve only ทำให้ไม่แน่ใจอีกว่าตกลงตรงนี้จอดได้แน่ๆ หรือเปล่า&#8230; จอดรถด้วยความยากลำบาก แถมยังกังวลใจว่าที่จอดนี้จอดได้จริงๆหรือเปล่า แต่ก็ไม่ยอมออกจากการาจนี้เพราะถ้าออกก็ต้องเสียเงินทันที เข้ามาถึงที่ทำงานเก้าโมงตรงพอดี ทั้งๆที่น่าจะถึงเร็วกว่านี้เกือบยี่สิบนาทีแต่ไปเสียเวลากับเรื่องที่จอดรถ ทั้งๆที่จ่ายราคาเดียวกันวันนี้</p>
<p>เอาเรื่องราวมาแผ่ออกได้ดังนี้</p>
<p>- ยอมรับไม่ได้ที่ราคาขึ้นเวลามีเบสบอลเกม + มากกว่าที่คิดคือ 15 เป็น 20 เหรียญ &gt; ปักเที่ยงว่าขึ้นได้แค่ 15 ไม่ใช่ 20<br />
- เห็นว่าการาจ อยู่ใกล้ที่ทำงาน เป็นของ city และมีระบบ การ์ดรุด &gt; ปักเที่ยงว่าที่จอดนี้ดีกว่า (สำหรับความเหมาะสมของเรา เช่น เดินไกล้กว่า ปลอดภัยกว่า)<br />
- ปักเที่ยงว่าการที่เค้าให้รับบัตรเข้า แปลว่าต้องมีที่จอดเหลือ<br />
- ที่จอดที่เหลือสองที่สุดท้าย อยู่ตรงข้าง reserved parking ก็เลยเกิดความไม่มั่นใจว่าจริงๆแล้วตรงนี้จอดได้หรือเปล่า &gt; ปักเที่ยงว่าถ้าที่จอดเต็มแน่นขนาดนี้ มันไม่่น่าจะเหลือที่ใกล้ประตุขนาดนี้ ถ้าตรงนี้จอดได้จริง มันต้องมีคนจอดไปแล้ว</p>
<p><strong>ทำไมถึงรับไม่ได้ว่าราคาขึ้น 15 หรือ 20 เหรียญก็ตาม</strong><br />
เพราะปกติจอดอยู่ 10 เหรียญ</p>
<p><strong> ทำไมถึงคิดว่าปกติราคา 10 เหรียญ</strong><br />
เพราะครั้งแรกคนที่เจอที่จอดตรงนี้ (เพื่อนที่ทำงานด้วยกัน) บอก 10 เหรียญ + เกือบทุกครั้งเวลาจอดก็ 10 เหรียญ</p>
<p><strong>ทำไมเชื่อคนๆ นี้ล่ะ/ ทำไมคิดว่าเค้ารุ้จริงๆล่ะ</strong><br />
เพราะเค้าเป็น เพื่อนเรา เค้าไม่น่าจะโกหกเรา หรือไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาโกหกเรา แต่เค้าก็ไม่ได้รุ้มากกว่าเรา เพราะเค้าเองก็พึ่งมาเจอที่จอดรถตรงนี้ แล้วก็เอามาบอกเพื่อนๆเพราะว่ามันใกล้ที่ทำงาน</p>
<p>ตรงนี้เอง&#8230; เราฟังเพื่อนเรา ก็เชื่อเลยว่ามันจะต้อง 10 เหรียญตลอดเวลา แล้วพอไปจอดมันก็ราคา 10 เหรียญจริงๆ พึ่งมานึกได้ตอนนี้ว่าเค้ามี Monthly program คือคิดเดือนละ 200 แบบเหมาจ่ายไปเลย แต่ไม่ได้คิดจะ sign up เพราะคำนวนแล้วราคาเท่ากัน แถมวันไหนไม่ได้มาทำงานก็เท่ากับเสียเงินเปล่า แต่ไม่เคยคิดว่าราคารายวันมันจะขึ้นเมื่อไรก็ได้ และก็ขึ้นเท่าไรก็ได้เหมือนกัน ถ้าเราไม่ปักเที่ยงตรงนี้ตั้งแต่แรก ก็คงจะ explore ที่จอดรถหลายที่มากกว่านี้ เพื่อเป็น Option สำรองเวลาไม่สามารถที่จะจอดตรงนี้ได้ หรือเวลาที่จอดรถขึ้นราคา เราก็คงจะไปศึกษาตารางของ การแข่งเบสบอลว่ามันมีวันไหน เพื่อจะได้มาทำงานเช้าขึ้น หรือเปลี่ยวิธีการมารทำงาน ให้เหมาะสมกว่านี้&#8230;</p>
<p>มีอะไรอีกมั้ยที่ฟังเพื่อนแล้วเชื่อเลย&#8230; โหมีเพียบ ร้านค้า ร้านอาหาร อู่ซ้่อมรถ วิธีการซ์้อตั๋วเครื่องบิน ธรรมะ ฯลฯ</p>
<p>สิ่งที่เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ</p>
<ol>
<li>เราเชื่อคนที่เราคิดว่าเชื่อได้ อย่างไม่มีเหตุผล ไม่หาข้อพิสูจน์กับตัวเอง</li>
<li>เรายังมองอะไรด้านเดียว เห็นแต่ประโยชน์ หรือ โทษของมัน</li>
<li>ปักเที่ยงกระจาย</li>
<li>ทุกข์ โทษ ภัย เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราเองตลอด ไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นแต่อย่างใด</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=351</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BB สอนธรรมะแต่เช้า</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=348</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=348#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 08 Apr 2011 16:45:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=348</guid>
		<description><![CDATA[นอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืน ตื่นมาตอนตีสี่กว่าๆ ตื่นมาก็ใช้ BB อีเมลหากัลยานมิตรคนนึงซะชุดใหญ่ หลังจากนั้นก็ ลุกขึ้นมาอาบน้ำ ทำวัตรเช้า แล้วก็นั่งสมาธิ&#8230; กำลังนิ่งนิ่งเลยทีเดียว BB ก็ส่งเสียงออกมา ใจก็เกิดความดีใจขึ้นมาทันที&#8230; แล้วก็มีเสียงในใจตามมาถามติดๆว่าดีใจอะไร&#8230; เอ&#8230; ตะกี้มันเกิดอะไรขึ้นนะผมมานั่งเไล่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ความว่าดังนี้ มีอีเมลเข้ามาใน BB BB ส่งเสียงบอกว่ามีอีเมลเข้ามา (ดังหลายครั้งอยู่) เราได้ยินเสียง BB ร้อง จำเสียงได้ว่าเสียงนี้คือ...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>นอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืน ตื่นมาตอนตีสี่กว่าๆ ตื่นมาก็ใช้ BB อีเมลหากัลยานมิตรคนนึงซะชุดใหญ่ หลังจากนั้นก็ ลุกขึ้นมาอาบน้ำ ทำวัตรเช้า แล้วก็นั่งสมาธิ&#8230; กำลังนิ่งนิ่งเลยทีเดียว BB ก็ส่งเสียงออกมา ใจก็เกิดความดีใจขึ้นมาทันที&#8230; แล้วก็มีเสียงในใจตามมาถามติดๆว่าดีใจอะไร&#8230; เอ&#8230; ตะกี้มันเกิดอะไรขึ้นนะ<span id="more-348"></span>ผมมานั่งเไล่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ความว่าดังนี้</p>
<ol>
<li>มีอีเมลเข้ามาใน BB</li>
<li>BB ส่งเสียงบอกว่ามีอีเมลเข้ามา (ดังหลายครั้งอยู่)</li>
<li>เราได้ยินเสียง BB ร้อง</li>
<li>จำเสียงได้ว่าเสียงนี้คือ มีเมลเข้านะ เข้ามาหลายเมลด้วยในเวลาเดียวกัน (สัญญา)</li>
<li>เอาเวลายังเช้า + คิดว่าเพื่อนตอบกลับมา + ตอบหลายฉบับ = เพือนตอบอีเมลอย่างรวดเร็ว และ คิดถึง &gt; เกิดความดีใจ (สังขารปรุงแต่งซะ)</li>
</ol>
<p>ยังนั่งสมาธิอยู่ไม่ได้ขยับไปดู แล้วก็มาเห็นการทำงานของใจ ที่มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากๆ มานั่งพิจารณาว่าเอถ้าสิ่งนี้ทำให้เราดีใจได้ มันก็จะทำให้เราเสียใจได้เหมือนกัน ก็เลยลองเอามาพิจารณาว่าเราปักเที่ยงตรงไหน เวทนามันจึงเกิดขึ้นมา</p>
<p>ปักเที่ยงว่า</p>
<ol>
<li>อีเมลที่เข้ามาเป็นของเพื่อน</li>
<li>อีเมลที่เข้ามาหลายเมลต้องเป็นของเพื่อนหมด</li>
<li>อีเมลที่เข้ามาพึ่งจะถูกส่งมา</li>
<li>ตอบอีเมล ( + ตอบอีเมลเร็ว) คือคิดถึง</li>
</ol>
<p>สามข้อแรกค่อนข้างจะง่ายหน่อยเพราะ ใจเชื่อว่าจริงๆแล้วอีเมลที่เข้ามาไม่จำเป็นต้องเป็นของเพื่อน หรือ ไม่จำเป็นต้องเป็นของเพื่อนหมด อีกอย่างบางครั้งถ้า BB มีปัญหา อีเมลก็จะค้างอยู่ใน Server ซึ่งพอมันทำงานตามปรกติ อีเมลก็จะเข้ามาเป็นชุดๆแบบนี้ แต่เรื่องที่น่าพิจารณาคือ การตอบอีเมล หรือ การตอบอีเมลเร็วแสดงว่าเค้าคิดถึงเรา อันนี้ต่างหาก</p>
<ol>
<li>ตอบอีเมลเร็วแปลว่าคิดถึง &#8211; อันนี้เชื่ออยู่ ปักเที่ยงอยู่ เป็นไปได้อยู่</li>
<li>ตอบอีเมลเร็วไม่ได้แปลว่าคิดถึง &#8211; จริงๆก็มีจากประสบการณ์ตัวเอง คือ ตอบไปตามมารยาท เพราะเค้าเขียนมาหา ตอบเร็วเพราะตอนนั้นว่างพอดี ตอบเพราะเล่น BB อยู่พอดีจะได้ทำให้เสร็จๆ ตอบเพราะจำเป็นที่จะต้องตอบ มีเรื่องที่ต้องทำกัน</li>
<li>ตอบอีเมลช้าแต่คิดถึง &#8211; อันนี้ก็มีอยู่ คิดถึงเค้าแต่ไม่อยู่ในอารมรณ์ที่จะตอบอีกเมล หรือเขียนอีเมล คิดถึงเค้าแต่ไม่ได้อยู่หน้าคอม หรือ ไม่มีบีบีตอนนีั้น คิดถึงแต่ตอบไม่ได้เพราะไม่ว่าง โทรศัพท์แบตหมด ไม่มีสัญญาณ อยู่กะคนอื่นตอบไม่ได้ นอนหลับ ลืมโทรศัพท์ไว้ที่อื่น  แถมยังมีแบบ เล่นตัวด้วยไม่ตอบเพราะอยากให้เค้าถามว่าได้เป่า ฯลฯ</li>
<li>ตอบอีเมลช้าคือไม่คิดถึง &#8211; อันนี้เชื่ออยู่ ปักเที่ยงอยู่ เป็นไปได้อยู่</li>
</ol>
<p>น่าสนใจ&#8230; วัตถุสมบัติของเรื่องนี้ก็คือบีบี ถ้าไม่มีมันก็จะไม่มีอะไรทำให้เราเกิดความดีใจในตอนนั้น นั่งพิจารณาบีบีว่า มาจากไหน จากเราไปยังไง เราจากมันไปยังไง ฟังชั่นของมัน แล้วก็มันจะอย่กะเราได้นานแค่ไหน&#8230;</p>
<p>สุดท้ายออกจากนั่ง (คิด) สมาธิแล้วก็เปิดพิสูจน์ดูว่าความจริงเป็นยังไง เพื่อนตอนมาจริงๆ แต่ไม่ได้เยอะขนาดนั้น เพราะมีอีเมลอื่นๆ เข้ามาด้วย <img src='http://7monthsproject.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':-)' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=348</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจ้าปั้น&#8230;</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=339</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=339#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Mar 2011 21:35:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=339</guid>
		<description><![CDATA[ต้องเดินทางกลับไทยประมาณ 1 เดือน เลยต้องหาคนช่วยดูแลเจ้าปั้น ได้เบอร์ติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่ง เลี้ยงหมาพันธุ์เดียวกัน แต่ตายไปปีกว่า ลองโทรไปว่าเค้าสะดวกมั้ย ก็ได้รับการต้อนรับ และยินดีอย่างยิ่ง เค้าเล่าให้ฟังถึงประสบการช่วงสุดท้ายของชีวิตหมาเค้า ที่เค้าจำเป็นต้องฉีดยาให้มันตายไป เค้านั่งกอดหมาจนวินาทีสุดท้ายของมัน เล่าไปก็เสียงสั่นไป&#8230; มันกระเทือนใจเรา แต่ก็มานั่งคิดอยู่เหมือนกันว่า เค้าไม่น่าจะต้องเสียใจขนาดนี้ เรื่องมันก็นานมาแล้วด้วย วางโทรศัพท์เสร็จก็ลองเอาเรื่องนี้มาน้อม ถ้าเราเป็นเค้า เราต้อทำแบบนี้กะเค้า เราจะรู้สึกยังไง&#8230; เอาแบบ เอาให้เหมือนจริงเลย นึกกันแบบสุดๆเลย&#8230;...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ต้องเดินทางกลับไทยประมาณ 1 เดือน เลยต้องหาคนช่วยดูแลเจ้าปั้น ได้เบอร์ติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่ง เลี้ยงหมาพันธุ์เดียวกัน แต่ตายไปปีกว่า ลองโทรไปว่าเค้าสะดวกมั้ย ก็ได้รับการต้อนรับ และยินดีอย่างยิ่ง เค้าเล่าให้ฟังถึงประสบการช่วงสุดท้ายของชีวิตหมาเค้า ที่เค้าจำเป็นต้องฉีดยาให้มันตายไป เค้านั่งกอดหมาจนวินาทีสุดท้ายของมัน เล่าไปก็เสียงสั่นไป&#8230; มันกระเทือนใจเรา แต่ก็มานั่งคิดอยู่เหมือนกันว่า เค้าไม่น่าจะต้องเสียใจขนาดนี้ เรื่องมันก็นานมาแล้วด้วย วางโทรศัพท์เสร็จก็ลองเอาเรื่องนี้มาน้อม ถ้าเราเป็นเค้า เราต้อทำแบบนี้กะเค้า เราจะรู้สึกยังไง&#8230; เอาแบบ เอาให้เหมือนจริงเลย นึกกันแบบสุดๆเลย&#8230; ร้องไห้ไม่เป็นท่า&#8230;<br />
<span id="more-339"></span> หลังจากร้องไห้เสร็จสรรพ ก็มานั่งคิดว่าทำไมจะต้องมาเสียใจกับเรื่องตรงนี้ เรารักอะไรเจ้าปั้น เราติดอะไรเจ้าปั้น&#8230; ก็ได้คำตอบว่า เรารักเค้าเพราะ หน้าตา ขน ท่าทางเวลามันอยู่ใกล้เรา ฯลฯ แล้วก็คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเที่ยงมั้ย เปลี่ยนแปลงได้มั้ย ปรากฏว่าไม่ได้ช่วยอะไร ผมเปิดประเด็นนี้กับหลวงพี่ๆ ถามว่า แล้วตอนแรกที่เราเอาเค้ามาเลี้ยงเพราะอะไร&#8230; ก็เพราะเหงา อยากได้หมาเป็นเพื่อนเล่น หลวงพี่ถามต่อว่า ตอรแรกเราไม่มีหมา ก็เหงาประมาณนึงแต่ก็พออยู่ได้ พอได้หมามา เกิดความรัก ความผูกพัน ใจเราก็มีความชอบ ติดกับหมาตัวนี้ พอหมาตัวนี้ตายไป กลับมาเหมือนจุดเดิมคือไม่มีหมา แต่ใจเป็นอย่างไร ให้ลองเปรียบเทียบใจก่อนและหลังมีหมา ถามว่าใจอันไหนดีกว่ากัน ก็ตอบท่านไปว่า ใจอันแรก เพราะแม้จะเหงาแต่ก็อยู่ได้ แต่ใจอันหลังมันเศร้า มันไม่มีความสุข เหมือนกับขาดอะไรไป&#8230;</p>
<p>ท่านถามต่อว่า แล้วเพื่อนล่ะ แล้วแฟนล่ะ เป็นเหมือนกันมั้ย ลองเปรียบเทียบใจ ก่อน และ หลังการมีพวกเค้าเหล่านั้น&#8230; เราได้พวกเค้า หรือ สิ่งของต่างๆ มาแต่กลับใช้ประโยชน์มันไม่ถูกต้อง คราวนี้มาหาหลักฐานกันเพิ่ม เราการตาย การพลัดพราก โดยให้เอาสิ่งของต่างๆ มานึกถึงวิธีการที่มันจะจากเราไป ยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำ สามารถที่จะตกแตก (ตายเพราะอุบัติเหตุ) โดนควมร้อนจนร้าวเพราะใช้มานาน (แก่ตาย)  โดนทำลายตั้งแตอยู่ในโรงงานเพราะไม่ผ่าน คิวซี (ตายตั้งแต่พึ่งเกิด/พิการแล้วตายเร็ว) ฯลฯ เปรียนเหมือนเจ้าปั้นและเรา เพราะทุกอย่างในโลกมาจากธาตุสี่และมันก็มีควมเหมือนกัน ท่านขยายความถึงสิ่งต่างๆ ที่ผมเห็นเช่น สบู่ถูกใช้ไปจนมันเล็กจนตกจากถาดรอง (เหมือนปั้นสิบที่จะค่อยๆ แก่ตายไป) เห็นร่มที่พังหักอยู่บนพื้น (เหมือนปั้นสิบที่ตายเพราะอุบัติเหตุ หรือถูกใช้งานหนัก) ฯลฯ</p>
<p>วิธีนึงที่จะเอามาใช้สอนใจตรงนี้ได้ก็คือ การพิจารณามรณสติ&#8230; คิดทุกอย่างให้เป็นความตาย ทุกอย่างจะต้องตาย มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป&#8230; หลวงพี่ยังถามอีกว่าเคยเลียงหมามากี่ตัว? แต่ละตัวเราเสียใจเท่ากันมั้ยตอนมันตาย? ทุกข์ โทษ ภัย ของการมีหมาแต่ละตัวคืออะไร? ถ้าเราไม่มีเจ้าปั้นแล้วจะเป็นยังไง จะอยู่ได้มั้ย? ให้เอาตรงนี้มาพิจารณาด้วยเช่นกัน</p>
<p>ผมเปลี่ยนประเด็นว่าช่วงนี้เอาวัตถุสิ่งของมาพิจารณาใหม่ หลังจากที่โดนแม่ชีสอนแล้วตกม้าตาย ได้คิดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=339</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณสมบัติของนักปฏิบัติ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=322</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=322#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Mar 2011 20:59:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=322</guid>
		<description><![CDATA[หลวงพี่แนะนำว่าคุณสมบัติของนักปฏิบัติมีสามข้อคือ จับประเด็น: จับคำพูดตัวเอง: ไม่กลัวผิด: &#160;]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>หลวงพี่แนะนำว่าคุณสมบัติของนักปฏิบัติมีสามข้อคือ</p>
<ol>
<li>จับประเด็น:</li>
<li>จับคำพูดตัวเอง:</li>
<li>ไม่กลัวผิด:</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=322</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตกลงโกรธใครที่ IKEA</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=114</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=114#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Mar 2011 18:53:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=114</guid>
		<description><![CDATA[แม่ฝากซื้อพลาสติกหนีบปากถึงจาก IKEA บอกที่ไทยหายังไงก็ไม่มี ขับรถไปที่ IKEA จะได้ฝากเพื่อนกลับไทย เดินหาสักพักก็เจอ ป้ายบอกราคา 1.99/3 pk แล้วลดเหลือ 99c/ 3 pk ดีใจได้ของถูกรีบคว้ามาสามถุง เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกอยากได้ด้วย เลยบอกเอาไปเลยถุงนึง แล้วเราให้แม่สองถุง พอจ่ายเงิน แคชเชียร์บอกว่า สิบกว่าเหรียญ ก็เลยถามว่าเป็นไปได้ยังไง เค้าบอกเราว่าราคามันถุงละ $2.99 บวกแทกอะไรต่ออะไรก็สิบกว่าๆ...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2011/03/bevara-sealing-clip-set2.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-302" title="bevara-sealing-clip-set" src="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2011/03/bevara-sealing-clip-set2-300x271.jpg" alt="" width="300" height="271" /></a></p>
<p>แม่ฝากซื้อพลาสติกหนีบปากถึงจาก IKEA บอกที่ไทยหายังไงก็ไม่มี ขับรถไปที่ IKEA จะได้ฝากเพื่อนกลับไทย เดินหาสักพักก็เจอ ป้ายบอกราคา 1.99/3 pk แล้วลดเหลือ 99c/ 3 pk ดีใจได้ของถูกรีบคว้ามาสามถุง เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกอยากได้ด้วย เลยบอกเอาไปเลยถุงนึง แล้วเราให้แม่สองถุง พอจ่ายเงิน แคชเชียร์บอกว่า สิบกว่าเหรียญ ก็เลยถามว่าเป็นไปได้ยังไง เค้าบอกเราว่าราคามันถุงละ $2.99 บวกแทกอะไรต่ออะไรก็สิบกว่าๆ</p>
<p>บอกเค้าไปดีๆว่าเอ ไม่ใช่แล้วเพราะเห็นราคาบอก 1.99/ 3 แพคแล้วลดเหลือแค่ 99 cents / 3แพค เค้าก็บอกโอเค ยก Promotion Ads ขึ้นมาหาไปนานก็บอกว่าไม่มีนะ มันไม่ได้ลดราคา แล้วเค้าก็นิ่งไปไม่ได้พูดอะไรต่อ บอกเค้าว่า เดินไปดูให้หน่อยได้มั้ย เพราะเราเห็นจริงๆ ราคามันติดอย่างนั้นจริงๆ เค้าก็บอกไม่ได้หรอก เค้าทำแคชเชียร์ตรงนี้ มันทิ้งเคาร์เตอร์ไปไม่ได้หรอก แล้วเค้าก็วิทยุไป เราก็ยืนรออยู่ยังไม่ยอมจ่ายเงิน ซักพักเค้าก็บอกว่าให้คนเชคให้แล้ว ไม่มีราคานี้&#8230;</p>
<p><strong>โกรธมาก&#8230; แล้วก็ยืนนิ่งไป ความรู้สึกแรกคือรู้สึกถูกเอาเปรียบ เค้าโกงเรา เราเห็นตำตา&#8230;</strong></p>
<p>สุดท้ายก็ซื้อไปแต่ซื้อแค่ถุงเดียว&#8230;มันคาใจ ก่อนออกจากร้านบอกเพื่อนรอแป็ป ขอไปดูให้เห็นจริงๆว่ามันเกิดอะไร จะไปถ่ายรูปมา พอเดินไปถ่ายรุปออกมา ก็เห็นว่าจริงๆราคาที่ติดไว้ มันไม่ใช่ราตาของอันนี้&#8230;</p>
<p><span id="more-114"></span>มานั่งพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้น เราโกรธอะไร เราโกรธใคร&#8230;</p>
<p><strong>1. ความโกรธเกิดขึ้นตอนไหน</strong><br />
ตอนที่แคชเชียร์ยก Promo Ads ขึ้นมาดู แล้วก็ยืนยันว่าไม่มีราคานี้ โกรธมากขึ้นตอนที่เราขอให้เค้าไปดู แล้เค้าบอกไม่ได้ เพราะเค้าทิ้งแคชเชียร์ไม่ได้ แล้วก็วอไปคุยกะเพื่อนบอกไม่มีราคานี้ หลังจากนั้นยืนนิ่งไปเพราะ ผิดหวังกับตัวเอง ว่าทำไมปฏิบัติมาเยอะแล้ว ยังโกรธอีกกับไอ้เรื่องแค่นี้ กับเงินไม่กี่เหรียญ&#8230;</p>
<p><strong>2.  โกรธอะไรล่ะ&#8230;</strong><br />
- โกรธที่พนักงานไม่เชื่อเรา?<br />
เปล่าเพราะเค้าก็ดูหน้าจอคอม มันบอกอีกราคานึง มันก็ไม่ใช่ความผิดเค้า อันนี้เราเข้าใจ&#8230;<br />
- โกรธทีี่เค้าบอกว่าเดินไปดูให้ไม่ได้ ทิ้งแคชเชียร์ไปไม่ได้?<br />
อันนี้โกรธ เพราะคิดว่าเค้าไม่พยายาม<br />
- แล้วทำไมเวลาเค้า วอไปถามราคาให้ เราไม่รู้สึกดีขึ้น?<br />
ไม่เชื่อว่าเค้าวอไปถามจริงหรือเปล่า  เพราะแทบไม่ได้ยินว่าเค้าพูดอะไรกัน, ไม่เชื่อว่าเวลาวอไปถาม ไอ้คนๆ นั้นมันจะเดินไปดูให้จริงๆเปล่า ไม่เชื่อว่าเค้าทำเพราะต้องการช่วยเราจริงๆ</p>
<p><strong>3. ถ้าแคชเชียร์เป็นคนอื่น เราจะโกรธมั้ย ถ้าเป็นคนที่เรารูจัก เราจะโกรธมั้ย</strong><br />
- แล้วแต่คน ถ้าเป็นคนที่เราเคารพ หรือเกรงใจ ก็คงไม่โกรธ แต่ไม่ยอมเหมือนกัน ก็คงจะเดินไปดูอีกที แล้วเอามายืนยันกะเค้า&#8230;</p>
<p><strong>4. งั้นเราโกรธอะไรล่ะ จริงๆแล้ว</strong><br />
- โกรธระบบของร้านนี้ ที่มันลดราคาแล้วไม่ขึ้นมาบนคอม ที่รถราคาแล้วไม่มีบน Promo Ads คิดว่าการ วอ ไปถามพนักงานอีกคน เป็นการกระทำที่ไม่พอเพียง เค้าต้องทำให้เห้นมากกว่านี้ เค้าต้องเดินไปเชคให้เรา เค้าต้องเดินออกไปจากแคชเชียร์ตรงนั้นได้&#8230;</p>
<p><strong>5. แล้วเค้าทำได้มั้ยล่ะ</strong><br />
- ก็ไม่ได้&#8230;ระบบของร้านมันเป็นแบบนี้ ต่อให้พนักงานแคชเชียร์คนไหนมาทำ เค้าก็ต้องทำแบบนี้ เพราะเค้าทิ้งแคชเชียร์ไม่ได้ เค้าก็ต้องเชคราคาจาก Promotion Ads เค้าก็ต้อง วอไปถามพนักงานแผนกนั้น ใครๆก็ต้องทำอย่างนี้เหมือนกัน</p>
<p><strong>6. แล้วเค้าทำเสียงไม่ได้ หรือสีหน้าไม่ดีกะเราหรือเปล่า</strong><br />
- เปล่าเลย เค้าก็พูดธรรมดา แล้วก็พยายามช่วยเหลือทุกอย่าง</p>
<p><strong>7. ถ้าเราเป็นแคชเชียร์ เราจะทำยังไง</strong><br />
- ก็คงทำเหมือนเค้าเลย แสกนสินค้าอีกครั้งว่าราคานี้แน่ๆ เชค promo ads ไม่มี ถ้าลูกค้ายังยืนยัง ก็จะวอไปถาม ก็ทำได้แค่นี้จริงๆ ถ้าลูกค้ายังบ้าบอกราคานี้ ไม่ใช่ ก็คงเรียก แม่เนเจอร์มาพูด ไม่เข้าไปยุ่งแล้ว</p>
<p><strong>8. ตกลงโกระอะไรเนี่ย&#8230;</strong><br />
โกรธระบบ! โกรธระบบของร้านนี้ที่มันเป็นอย่างนี้ คิดว่าระบบร้านนี้มันไม่มีประสิทธิภาพ!</p>
<p>บ้ามั้ยล่ะ โกรธได้แม้กระทั่ง system ของร้าน&#8230; หลังจากที่จ่ายเงินแล้ว ยอมไม่ได้ เดินกลับไปดูราคา ตั้งใจว่าจะถ่ายรูปเอากลับไปให้พนักงานดู แบบเออเราถูกนะ แกผิด! พอไปเห็นราคากับชื่อสินค้า ก็เห็นว่าจริงๆแล้วมันคนละอันกัน ป้ายราคา กับสินค้ามันคนละตัว แล้วก็เหลือไปเห็น ไอ้คลิปอันนี้ ติดราคา 2.99 ว่างอยู่ใกล้ๆกัน ก็เลยรุ้ว่าเราผิด เราดูไม่ดีเอง เราปักเที่ยงเอง เราปักเที่ยงว่า ของที่วางบนชั้นกับราคาที่ติด ถ้ามันอยู่ใกล้กัน มันจะเป็นเรื่องเดียวกัน มันเป็นราคาของๆ สิ่งนั้น &gt; <strong>เราปักเที่ยงว่า สิ่งที่เราเห็น มันต้องเป็นอย่างที่ราคิด</strong></p>
<p><strong>9. อ่ะแล้วโกรธอะไรอีก</strong><br />
โกรธตัวเองที่ปฏิบัติธรรมมาเยอะ แล้วยังโกรธกะเรื่องแคนี้</p>
<p><strong>10. ปักเที่ยงตรงไหนกับประโยคนี้ &#8220;โกรธตัวเองที่ปฏิบัติธรรมมาเยอะ แล้วยังโกรธกะเรื่องแคนี้&#8221;</strong><br />
- ปฏิบัติธรรมาเยอะ แล้วจะไม่โกรธง่าย</p>
<p><strong> 11. ทำไมคิดว่าเป็นเรื่องแค่นี้</strong><br />
-  เพราะคิดว่า มันเป็นเงินแค่ไม่กี่เหรียญ มันเป็นเรื่องเล็ก&#8230; ตกลง เราให้คุณค่ากับของแต่ละอย่างขึ้้นอยู่กับราคาของมันอย่างนั้นเหรอ ถ้าของชิ้นนี้ราคา 100 เหรียญมันก็จะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ&#8230; เราเป็นคนอย่างนี้เหรอ เราเห็นว่าอะไรสำคัญมาก สำคัญน้อยขึ้นอยู่กับราคาของมันเหรอ&#8230;</p>
<p>to be continued&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=114</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิจารณาข้าวกลางวัน (วัตถุสมบัติ)</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=162</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=162#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Mar 2011 00:03:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[ซื้อข้าวกลาวันเป็นอาหารกล่องอินเดีย มี Tikamasala Chicken  แล้วก็ผัดผักรวมราดข้าว ใส่กล่องพลาสติกปิดฝาเรียบร้อย วันนี้ไม่ได้ออกไปกินข้าวกับใคร เลยนั่งพิจารณาอาหารกลางวันคนเดียว ข้าว เมล็ดข้าว + น้ำ + แสงสว่างความร้อน (ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ) &#62; ต้นข้าว &#62; เข้าโรงสีข้าว &#62; ออกมาเป็นข้าวสาร &#62;...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ซื้อข้าวกลาวันเป็นอาหารกล่องอินเดีย มี Tikamasala Chicken  แล้วก็ผัดผักรวมราดข้าว ใส่กล่องพลาสติกปิดฝาเรียบร้อย วันนี้ไม่ได้ออกไปกินข้าวกับใคร เลยนั่งพิจารณาอาหารกลางวันคนเดียว</p>
<p><span id="more-162"></span><strong>ข้าว</strong><br />
เมล็ดข้าว + น้ำ + แสงสว่างความร้อน (ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ) &gt; ต้นข้าว &gt; เข้าโรงสีข้าว &gt; ออกมาเป็นข้าวสาร &gt; ข้าวถุง &gt; ร้านขายข้าว &gt; ร้านอินเดีย &gt; หุงเป็นข้าวสวย</p>
<p><strong>ไก่</strong><br />
แม่ไก่กิน + ข้าวเปลือก + น้ำ + ผสมพันธุ์ (ดิน + น้ำ) &gt; ไข่ไก่ &gt; วิญญาณเข้า &gt; กกไข่ (ไฟ) &gt; ลูกเจี๋ยบ &gt; ลูกไก่ &gt; โรงฆ่าสัตว์ &gt; วัญญาณออก &gt; เนื้อไก่ &gt; เนื้อไก่แช่แข็ง / ไก่แปรรูป &gt; ร้านค้าไก่ &gt; ร้านอินเดีย &gt; ไก่หมักเครื่ีองปรุง + เครื่องเทศ + น้ำแกง + ความร้อน &gt; Tikamasala Chicken</p>
<p><strong>ผัก</strong><br />
เมล็ดผัก + ดิน + น้ำ &gt; ต้นผัก &gt; ร้านขายผัก &gt; ร้านอินเดีย &gt; ผักหั่นแล้ว + ความร้อน + เครื่องปรุง + เครื่องเทศ &gt; ผักผักรวม</p>
<p><strong>กล่องพลาสติก</strong><br />
ธาตุดิน &gt; สารคาร์บอน &gt; สารประกอบอินทรีย์ &gt; พลาสติก &gt; กล่องพลาสติก</p>
<p>ได้ที่มาของแต่ละอย่าง จนกระทั่งมาอยู่ในกล่องข้าวเรา&#8230;</p>
<p>คราวนี้ตักเข้าปาก &gt;  อาหารที่ย่อยในปาก &gt; อาหารในท้อง &gt; อาหารในท้อง ที่ถูกร่างกายดูดซึมสารอาหาร &gt; กากอาหาร &gt; อุจาระ &gt; กลับไปสู่ธาตุดินดังเดิม&#8230;</p>
<p><strong>มันจะจากเราไปยังไง</strong></p>
<ol>
<li>ข้าวบูด อาหารมีกลิ่น</li>
<li>ร้านอาหารขอคืน บอกมีปัญหากะออเดอร์</li>
<li>เพื่อนขอ</li>
<li>กล่องรั่ว ถุงขาด</li>
<li>โดนขโมย โดยหยิบไป</li>
</ol>
<p><strong>เราจะจากมันไปยังไง</strong></p>
<ol>
<li>เพื่อนพาไปกินข้าวข้างนอก</li>
<li>ลืมกิน</li>
<li>โยนทิ้ง</li>
<li>ยกให้เพื่อน</li>
<li>ไม่มีเวลากิน ติดประชุม</li>
<li>ไม่สบาย กินไม่ลง</li>
</ol>
<p><strong>ฟังชั่น เหมือนกับเรายังไง</strong></p>
<ol>
<li>มีสีผิว</li>
<li> มียี่ห้อ หรือชื่อ</li>
<li>โครงสร้าง เหมือนโครงกระดูกที่ป้องกันอวัยวะภายใน (อาหารเหมือนอวัยวะภายใน)</li>
<li>อาหารข้างในเหมือนหัวใจ ถ้าบูดหรือเสีย จะกินไม่ได้ หรือไม่มีประโยชน์อีกเลย</li>
<li>มีความร้อนเหมือนร่างกาย</li>
<li>ฝากล่องที่เหมือนปาก สามารถเปิดรับของเข้าไปข้างในได้</li>
</ol>
<p><strong>เราจะอยู่กับมันได้นานแค่ไหน</strong><br />
อาจจะไม่ได้อยู่กับเราเลยตั้งแต่พึ่งซื้อมา จนกระทั่งไม่น่าจะเกิดสองสามวัน ถ้าแช่ในตู้เย็น ส่วนตัวกล่องอาจะอยู่ได้นาน หรือไม่นานเช่นกัน เช่นกล่องแตก โดนทับ ฝาเปิดปิดบ่อยจนปิดได้ไม่แน่นอีก แล้วมันก็จะต้องจากเราไป แล้วตัวเราล่ะ&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=162</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โกหกหน้าตาย&#8230;</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=128</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=128#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Mar 2011 18:02:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=128</guid>
		<description><![CDATA[เวลาปิดโปรเจคส่วนมากเจ้านายก็จะเรียกพวกเราไปกินเลี้ยงฉลอง (ไปเมา) กันที่ฝับ ผมไม่เคยไปกับเค้าสักครั้งเพราะเลิกดื่มมานานแล้ว อีกอย่างก็ไม่ได้เห็นว่าการไปนั่งตะโกนคุยกันที่บาร์ มันสนุกตรงไหน มันไม่เหมือนเก่า แต่ละครั้งที่ชวนก็เลยไม่ได้ไป บ่อยเข้า ก็เริ่มรู้สึก (ไปเอง) ว่าเราแบบชักจะแปลกแยกไม่ค่อยเข้ากะกลุ่มเค้า รุ้สึก(ไปเอง)ว่าเจ้านายคิดว่าเราไม่สนใจในเรื่องการมีส่วนร่วมกะกิจกรรมบริษัท&#8230; อยู่มาวันนึงเจ้านายเดินมาบอกกับทุกคนว่า เค้ามีตั๋วคอนเสริทสองใบซื้อไว้สำหรับเค้ากะแฟน แต่ไปไม่ได้ จัดคืนนี้ เป็นคอนเสริทแจ้ส ใครสนใจบ้าง&#8230; ไม่ใครตอบรับ ใจจริงก็ไม่ได้อยากไปอะไร แต่ยกมือขึ้นบอกเราจะเอา&#8230; เจ้านายบอกโอเค โทรศัพท์จัดการให้เรียบร้อย บอกไปเอาบัตรหน้างานได้เลย&#8230;...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาปิดโปรเจคส่วนมากเจ้านายก็จะเรียกพวกเราไปกินเลี้ยงฉลอง (ไปเมา) กันที่ฝับ ผมไม่เคยไปกับเค้าสักครั้งเพราะเลิกดื่มมานานแล้ว อีกอย่างก็ไม่ได้เห็นว่าการไปนั่งตะโกนคุยกันที่บาร์ มันสนุกตรงไหน มันไม่เหมือนเก่า แต่ละครั้งที่ชวนก็เลยไม่ได้ไป บ่อยเข้า ก็เริ่มรู้สึก (ไปเอง) ว่าเราแบบชักจะแปลกแยกไม่ค่อยเข้ากะกลุ่มเค้า รุ้สึก(ไปเอง)ว่าเจ้านายคิดว่าเราไม่สนใจในเรื่องการมีส่วนร่วมกะกิจกรรมบริษัท&#8230; อยู่มาวันนึงเจ้านายเดินมาบอกกับทุกคนว่า เค้ามีตั๋วคอนเสริทสองใบซื้อไว้สำหรับเค้ากะแฟน แต่ไปไม่ได้ จัดคืนนี้ เป็นคอนเสริทแจ้ส ใครสนใจบ้าง&#8230; ไม่ใครตอบรับ ใจจริงก็ไม่ได้อยากไปอะไร แต่ยกมือขึ้นบอกเราจะเอา&#8230;</p>
<p><span id="more-128"></span>เจ้านายบอกโอเค โทรศัพท์จัดการให้เรียบร้อย บอกไปเอาบัตรหน้างานได้เลย&#8230; นั่งนึกๆ ถึงคนที่จะชวนไปด้วยได้ วันนี้ เย็นนี้เลย ก็มีคนนึงแต่เค้าไมว่าง พอรู้ว่าเค้าไม่ว่างก็ไม่ได้อยากไปแล้ว จริงๆ เราจะไปคนเดียวก็ได้ แต่มันไม่ใช่ประเด็น ส่วนนึงที่รุ้สึกว่าจำเป็นต้องไป เพราะเจ้านายจะต้องถาม วันจันทร์หน้าที่เจอกัน ว่าเออเป็นไงชอบมั้ย&#8230;</p>
<p><strong>ไม่สบายใจ อึดอัด&#8230;</strong><br />
<strong> เอาบัตรมาทำไมวะ&#8230;</strong><br />
<strong> หาเรื่องเข้าตัว&#8230;</strong></p>
<p>ตัดสินใจไม่ไปดูคอนเสริท ในใจกำลังหาเหตุผลว่าจะบอกเจ้านายยังไง เวลาเค้าถามวันจันทร์ ตั้งใจว่าควรจะพูดความจริง แต่กำลังหาเหตุผลที่จำไม่ทำให้เค้ารุ้สึกไม่ดี กับการที่เราบอกว่าจะไปแล้วก็ไม่ได้ไป คิดว่ายังไงก็ควรพูดความจริง เพราะความเสียหายมันน่าจะน้อยกว่า การโกหก ยังคิดไม่ทันเสร็จก็เลิกสนใจเรื่องนี้ไป แล้วก็ลืมไปในที่สุด</p>
<p>และแล้ววันจันทร์ก็มาถึง เจอเจ้านายจริงๆ ตามที่คาดไว้ เค้าถามทันทีไม่ให้เราตั้งตัวว่าเป็นยังไง สนุกมั้ย ผมตอบทันที ไม่ได้ตั้งตัวเหมือนกัน สนุกครับ แต่คนไม่ค่อยเยอะ!</p>
<p>เฮ้อโกหกหน้าตาย ทำไปแบบไม่ต้องคิดเลย รู้สึกแย่มากๆ</p>
<p>มาพิจารณาดู แยกแยะเรื่องราวออกเป็นส่วนๆดังนี้</p>
<p><strong>ทำไมถึงบอกเจ้านายว่าจะเอาบัตรทั้งๆที่ไม่อยากดู</strong><br />
รู้สึกว่าไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมอะไรกับคนที่บอสัด (ในส่วนที่เจ้านายมองเห็น) คิดว่าการที่เราเอาบัตรจากเจ้านาย เค้าจะเห็นว่าเราสนใจในสิ่งที่เค้าเสนอมา</p>
<p><strong>ทำมถึงคิดว่าไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกะคนที่บอสัด</strong><br />
เพราะทุกครั้งที่มีการไปฉลองปิดโปรเจคที่ฝับ เราไม่เคยไปเลย</p>
<p><strong>แล้วทำไมไม่ไปล่ะ</strong><br />
เพราะเราไม่ดื่มเหล้าแล้วคิดว่าการไปนั่งคุยที่ฝับเป็นเรื่องไม่สนุก</p>
<p><strong>แล้วไม่ต้องดื่มแต่ไปนั่งที่ผับกับเค้าไม่ได้เหรอ</strong><br />
&#8230;</p>
<p>ได้แล้ว เจอเหตุแล้ว อัตตาของเรานี่เอง เรายอมไม่ได้ที่จะไปที่ผับแล้วไม่ดื่ม เพราะแต่ก่อนเราเป็นคนกินเหล้า กินเบียร์ แล้วมองว่าคนที่ไม่กิน ไม่ดื่มนี่แบบอ่อนต่อโลก ไม่เก่ง เข้าสังคมไม่ได้ แถมแต่ก่อนยังไปบังคับให้คนที่เค้าไม่อยากจะดื่มซะอีก พอเราเลิกกินเหล้า กินเบียร์ ยังไม่ได้เอาความเห็นผิดตรงนั้นออก มันก็เลยเป็นแบบนี้ จริงๆ ในเรื่องนี้เราเห็นผิิด และปักเที่ยงมากมาย</p>
<ol>
<li>การที่เราไม่ไปปิดโปรเจคกับเพื่อนๆ เจ้านายจะมองว่าเราไม่มีสวนร่วมกับกิจกรรมบริษัท</li>
<li>การเจ้านายมองว่าเราไม่มีส่วนร่วมกะกิจกรรมบริษัท จะกระทบกับ Performance ของเรา (ในสายตาเจ้านาย)</li>
<li>อัตตาที่ยอมไม่ได้ที่จะไม่ดื่มเหล้าในฝับ</li>
<li>คิดว่าอยู่ตรงนั้น แล้วไม่ดื่มจะไม่สนุก</li>
</ol>
<p>ผลของความเห็นผิดเหล่านี้ทำให้เราตอบรับ การเสนอบัตรคอนเสริทของเจ้านายทันที โดยไม่ได้คิดก่อน มันเป็นผลจากความเห็นผิด ตั้งแต่อันแรก และ อันที่สอง &gt; ต้องมาโกหาเจ้านาย ต้องมาคิดหาข้ออ้าง &gt; รู้สึกไม่ดี สร้างกรรม โกหกหน้าตาย นี่เองคือทุกข์ โทษ ภัย ที่ตามมาจากความเห็นผิด&#8230;</p>
<p>to be continued&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=128</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจาะใจ &#8211; ศรัทธาหลวงตามหาบัว</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=270</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=270#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Mar 2011 23:46:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=270"><img src="http://i.ytimg.com/vi/Zx5O78HAU9o/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><span id="more-270"></span></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=270"><img src="http://i.ytimg.com/vi/95XQbQlAhEc/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=270"><img src="http://i.ytimg.com/vi/hvj4kC-MlII/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=270</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลูกชิ้นปลา</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=249</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=249#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Mar 2011 21:00:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=249</guid>
		<description><![CDATA[เย็นวันจันทร์ แวะซื้อของสดที่ตลาดจีน ซื้อค่อนข้างเยอะคราวนี้เพราะยังเป็นหวัดอยู่ กะจะจำศีลอยู่ที่บ้านไม่ออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น ตอนจ่ายเงินที่ แคชเชียร์ ก็มีลุงคนนึงแพคของใส่ถุงก่อนหน้าเรา ตอนเรกนึกว่าเป็นพนักงานของร้าน แต่เห็นเค้าแพคของส่วนของเค้าแล้วก็รีบเดินออกไป&#8230;กลับมาบ้านกำลังจะทำมาม่าผัด ปรากฏหา ลูกชิ้นปลา เห็ด แล้วก็เนื้อปลาที่ซื้อมาหายไป เดินไปหาที่รถก็ไม่มี หาในบ้านก็ไม่มี หยิบใบเสร็จมาดู ก็โดนเก็บตังไปแล้ว&#8230; what the hell? แล้วก็มานั่งนึกว่าเกิดอะไรขึ้น นึกถึงลุงคนนั้นขึ้นมา ว่าเค้าต้องหยิบไปแน่ๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม&#8230; เสียดาย&#8230;...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เย็นวันจันทร์ แวะซื้อของสดที่ตลาดจีน ซื้อค่อนข้างเยอะคราวนี้เพราะยังเป็นหวัดอยู่ กะจะจำศีลอยู่ที่บ้านไม่ออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น ตอนจ่ายเงินที่ แคชเชียร์ ก็มีลุงคนนึงแพคของใส่ถุงก่อนหน้าเรา ตอนเรกนึกว่าเป็นพนักงานของร้าน แต่เห็นเค้าแพคของส่วนของเค้าแล้วก็รีบเดินออกไป&#8230;<span id="more-249"></span>กลับมาบ้านกำลังจะทำมาม่าผัด ปรากฏหา ลูกชิ้นปลา เห็ด แล้วก็เนื้อปลาที่ซื้อมาหายไป เดินไปหาที่รถก็ไม่มี หาในบ้านก็ไม่มี หยิบใบเสร็จมาดู ก็โดนเก็บตังไปแล้ว&#8230; what the hell? แล้วก็มานั่งนึกว่าเกิดอะไรขึ้น นึกถึงลุงคนนั้นขึ้นมา ว่าเค้าต้องหยิบไปแน่ๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม&#8230;</p>
<p><strong>เสียดาย&#8230;</strong></p>
<p>เฮ้อ&#8230;อะไรวะ ของซื้อมายังไม่ทันใช้ หายไปหมดเลย&#8230;<br />
เอาหล่ะ เห็นผิดตรงไหน ปักเที่ยงตรงไหน ทำไมเราทุกข์ขนาดนี้ จริงๆ ของที่โดนเอาไปคิดเป็นเงินมันไม่เท่าไร แต่มันเจ็บใจ&#8230;</p>
<p><strong>โอเค&#8230; เราเกิดความเสียดายตั้งแต่เมื่อไร?</strong><br />
ก็พอไปดูที่รถก็แล้ว ดูในบ้านก็แล้ว มั่นใจแล้วว่าไม่มีของที่ซื้อมาแน่ๆ ก็เกิดความเสียดาย</p>
<p><strong>เสียดายเพราะอะไร?</strong><br />
ของพึ่งซื้อมา เสียเงินซื้อไป แต่ไม่ได้ใช้</p>
<p><strong>แล้วปักเที่ยงตรงไหนล่ะ</strong><br />
ซ์้อของมา แล้วไม่ได้ใช้ เพราะลุงเอาไป &gt; เสียดาย<br />
ซื้อของมา แล้วไม่ได้ใช้ เพราะเช่นปลาสดมีกลิ่น ลูกช้ินเน่าหรือหมดอายุ หรือเห็ดเน่า &gt; เสียดาย<br />
ซื้อของมา แล้วลืมไว้ใน shopping cart ไม่ได้เอาขึ้นรถ &gt; เสียดาย<br />
เพราะฉนั้น การที่ลุงจะเอาไปหรือไม่เอาไป เป็นเพียงปัจจัยของเรื่องนี้ เพราะแม้จะมีเหตุการณ์อื่นข้างต้น ก็ยังจะเกิดความเสียดายอยู่ดี</p>
<p>เหตุของความทุกข์: ปักเที่ยงว่า ของที่ซื้อมาแล้ว จ่ายเงินไปแล้ว ต้องได้ใช้<br />
ปัจจัย: คุณลุงหยิบไป (จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)<br />
ผล: เสียดายของ</p>
<p>หาหลักฐาน: ของจาก supper market</p>
<table style="margin-bottom: 10px;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="5" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="50%"><strong>ซื้อของมาแล้วต้องได้ใช้ (ปักเที่ยง)</strong><br />
ไม่ต้องหาหลักฐาน เพราะเห็นๆกันอยู่</td>
<td><strong>ซื้อของมาแล้ว ไม่ได้ใช้</strong><br />
1. โดนขโมย<br />
2. หยิบไปโดยเข้าใจผิด หรือ ไม่รู้<br />
3. ลืมไว้ที่ shopping cart<br />
4. ทำหล่น<br />
5. ร้าน recall สินค้าตัวนั้น<br />
6. ของหมดอายุ กินไม่ได้<br />
7. ของไม่หมดอายุ แต่กินไม่ได้<br />
8. ทิ้งไว้ในตู้เย็นนานจนไม่กล้าใช้เอง</td>
</tr>
<tr valign="top">
<td><strong>ไม่ได้ซื้อของมา แต่ได้ใช้</strong><br />
1. เพื่อนซื้อมาให้ มีคนยกให้<br />
2. ได้ของแถม<br />
3. ได้รับบริจาค<br />
4. สินค้าทดลองตลาด ให้ลองใช้<br />
5. พนักงานเอาของคนอื่นมาใส่ถุงให้เรา<br />
6. คนข้างหน้าซื้อของแล้วเอาไปไม่หมด เรานึกว่าเป็นของเราแล้วหยิบไป<br />
7. ออกไปกินข้าวนอกบ้้าน</td>
<td><strong>ไม่ได้ซื้อของมา แล้วก็ไม่ได้ใช้ (ปักเที่ยง)</strong><br />
ไม่ต้องหาหลักฐาน เพราะเห็นๆ กันอยู่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>เห็นได้ว่าแค่เรื่องการซื้อของจาก supper market มีความเป็นไปได้ที่มันจะเกิดขึ้นกับเรา (ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ กับ ไม่ได้ซื้อแต่ได้ใช้) ซึ่งสิ่งที่คิดได้ก็ได้เกิดขึ้นกับเราจริงๆ ดังนั้นของที่ซื้อมาเนี่ย ไม่จำเป็นที่ต้องได้ใช้เสมอไป&#8230;</p>
<p><strong>ทกข์ โทษ ภัย ของการปักเที่ยง</strong><br />
ทุกข์: เสียดาย<br />
โทษ: ทำลายเวลาช่วงเวลาดีๆของวันนั้นไป พาลไปโวยวายคนใกล้ชิด คิดว่าถูกเอาเปรียบแล้วอยากโทรไปโวยวายกับร้านค้า ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดเค้า เจ็บใจลุกคนนั้นทั้งๆที่เค้าเป็นเพียงแค่ปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์<br />
ภัย: เสียเพื่อน สร้างกรรมกับคนใกล้ชิด มีปัญญากับร้านค้าโดยไม่จำเป็น เสียโอกาสในการได้สิ่งดีๆ หรือของดีๆจากร้านนั้นไป เพราะไม่อยากไปอีก กลายเป็นคนโทษแต่คนอื่น ไม่ได้ดูตัวเอง</p>
<p>สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ (ทางโลกและธรรม)</p>
<ol>
<li>ต้องระมัดระวังตลอดเวลา ต้องรอบคอบ เชคของก่อนออกจากร้าน</li>
<li>มองให้เติมเต็ม ไม่ใช่ ตกต่ำ ต้องขอบคุณคุณลุงที่เอาของๆ เราไป ไม่ว่าเค้าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ลุงเป็นปัจจัยทำให้เหตุเกิด สร้างผล แล้วทำให้เราเห็นว่ายังเห็นผิดตรงนี้อยู่นะ ทั้งที่พิจารณามาหลายครั้งแล้ว</li>
<li>โลกยังพร่องอยู่ ความพอดีไม่ได้มีเสมอในโลก แม้เราระวัง รอบคอบ มันก็อาจจะยังเกิดได้อยุ่ดี</li>
<li>ขนาดลุงเอาของเราไปแค่นิดเดียว เรายังรู้สึกแย่ขนาดนี้ แล้วเราล่ะ เคยเอาของๆ ใครไปหรือเปล่า คือเค้าหรือยัง</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=249</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เส้นคุณค่า กับ อัตตาตัวตน</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=241</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=241#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Mar 2011 00:05:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=241</guid>
		<description><![CDATA[บ่ายวันเสาร์ได้มีโอกาสนั่งสนทนาธรรม กันเป็นวงเล็กๆสบายๆ มีแค่ ผม กับ กัลยานมิตร อีกสองคน แล้วก็หลวงพี่ ช่วงหลังๆ บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองชักจะเข้าวัดมากเกินไป ฟังมากเกินไป เนื่องจากเรื่องที่ฟังก็เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ทราบอยู่แล้ว จริงๆไม่จำเป็นจะต้องเข้าก็ได้ กลับมานั่งคิดอีกทีทำไมเราคิดอย่างนี้ ถ้าคิดว่าเราแน่จริงเก่งจริง เราต้องละทุกข์ได้ลดทุกข์ได้สิ แต่ทำไม่ยังทุกข์อยู่ล่ะ แสดงว่าที่คิดไว้มันยังไม่ถูก มันยังไม่มากพอ หลักฐานที่หาที่เก็บมันยังไม่มากพอ&#8230; เอาล่ะกลับมาที่วงธรรมของบ่ายวันเสาร์ เป็นการสนทนาธรรมที่ค่อนข้างนาน ตั้งแต่บ่ายโมงกว่าๆถึงหกโมงเย็น&#8230;การพิจารณาความจริง ความเห็นผิด...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>บ่ายวันเสาร์ได้มีโอกาสนั่งสนทนาธรรม กันเป็นวงเล็กๆสบายๆ มีแค่ ผม กับ กัลยานมิตร อีกสองคน แล้วก็หลวงพี่ ช่วงหลังๆ บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองชักจะเข้าวัดมากเกินไป ฟังมากเกินไป เนื่องจากเรื่องที่ฟังก็เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ทราบอยู่แล้ว จริงๆไม่จำเป็นจะต้องเข้าก็ได้ กลับมานั่งคิดอีกทีทำไมเราคิดอย่างนี้ ถ้าคิดว่าเราแน่จริงเก่งจริง เราต้องละทุกข์ได้ลดทุกข์ได้สิ แต่ทำไม่ยังทุกข์อยู่ล่ะ แสดงว่าที่คิดไว้มันยังไม่ถูก มันยังไม่มากพอ หลักฐานที่หาที่เก็บมันยังไม่มากพอ&#8230; เอาล่ะกลับมาที่วงธรรมของบ่ายวันเสาร์ เป็นการสนทนาธรรมที่ค่อนข้างนาน ตั้งแต่บ่ายโมงกว่าๆถึงหกโมงเย็น&#8230;<span id="more-241"></span>การพิจารณาความจริง ความเห็นผิด หรือทุกข์ มีวิธีเข้าไปจักการกับมันได้หลายทาง เราอาจจะมองในเรื่องของอัตตา หรือ คุณค่าได้เช่นกัน</p>
<p><strong>อัตตา</strong><br />
เรื่องเกิดจากวันมาฆะบูชา มีการเวียนเทียนรอบวัด ทางวัดได้มีการถ่ายรูปคนที่เดินเวียนเทียน ปรากฏรูปของผม มีดวงกลมๆ ติดมากับภาพผมด้วย หลวงพี่บอกว่านี่เทวดามาคุ้มครอง คนที่กำลังจะบวชนะ ผมตอบกลับไปว่าหรือจะมองอีกทางนึงก็คือเทวดาท่านอยู่ตรงนั้นอยู่แล้วผมเดินผ่านพอดี&#8230;</p>
<p>ในทางโลก ตอบอย่างนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ถามว่าในใจรู้สึกอะไรมั้ย ทำมัยตอบอย่างนั้น&#8230; พอได้ยินในใจรู้สึกดีใจมาก แต่เพราะเราไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราดีใจก็เลยตอบออกไปอย่างนั้น ตรงนี้คืออัตตาที่ผมต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเราปฏิบัติมาดีแล้ว มองอะไรสองด้านมองความน่าจะเป็นไปได้ด้านอื่น ลึกๆแล้วผมอยากให้คนอื่นมองว่าดีนั่นเอง ความจริงการตอบอย่างนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร หรือแม้แต่จะแสดงความดีใจออกไปก็ไม่ผิดอะไรเช่นกัน แต่ที่สำคัญคือการเห็นอัตตาตัวเอง แล้วมาจัดการกับมัน เพราะสิ่งที่ทำให้เราดีใจ เมื่อเกิดทางตรงข้ามขึ้น มันก็จะทำให้เราเสียใจได้เช่นกัน</p>
<p><strong>เส้นของคุณค่า</strong><br />
คุยกันในเรื่องของคุณค่า เช่น<br />
ทำไมเราเข้าวัดทุกวัน พอวันที่เราไม่ได้เข้าเราถึงรู้สึกขาดอะไรไป&#8230;<br />
เคยไหมที่นั่งกินข้าวอยู่ แล้วมีเพื่อนถามว่าจะเอาน้ำอะไรมั้ย เราก็บอกไม่ต้องๆๆ รับปฏิเสธเป็นการใหญ่ แต่พอถึงทีเราบ้าง เราเอาน้ำไปให้เค้า&#8230;<br />
ทั้งๆที่ไม่สบายทำงานอยู่กับบ้าน เจ้านายถามว่าพอจะทำโปรเจคนี้ไหวมั้ย ถ้าไม่ไหวจะได้ให้คนอื่นเอาไปทำ รู้ว่าควรจะพักแต่ก็รับมาทำ&#8230;</p>
<p>เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเราต้องการคุณค่า เราต้องการให้คนอื่นเห็นคุณค่าของเรา พอเราไม่ได้ทำ หรือมีคนอื่นมาทำแทน หรือทำให้เราๆ ก็รู้สึกว่าเราขาดคุณค่าตรงนั้นไป แต่คุณค่าของสิ่งต่างๆก็ยังจำเป็นสำหรับการอยุ่ในโลก มันเป็นแรงผลักที่จะทำให้เรามีกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆให้เสร็จลุล่วงไป แต่เราจำเป็นที่จะต้องวางเส้นของคุณค่าให้ถูกต้อง เช่นการที่เราไม่ยอมให้คนอื่นทำงาน ทั้งที่จริงๆแล้วเค้าทำน่าจะดีกว่า น่าจะเหมาะสมกว่า แสดงว่าเราต้องการมีคุณค่าในที่ทำงาน เราต้องการให้เจ้านายเห็นว่าเราเป็นคนขยัน แต่เราไม่ได้มองคุณค่าของงานที่จะออกไป คุณค่าของการทำงานเป็นทีม ผลงานที่จะเป็นหน้าตาของบริษัท เราเอาตัวเองขึ้นก่อน ณ จุมนั้นเราสนใจแต่ตัวเองก่อน&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=241</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจาะใจ &#8211; ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=231</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=231#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Mar 2011 17:41:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=231</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/ik_axv4hlHU/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><span id="more-231"></span><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/5_IUAgf929Q/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/IY8kfu2r26A/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/6Ap5-j4AszU/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/0TrU99fySp4/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/_X4Y6DXVJxY/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/QBiwWjiOghU/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/?p=231"><img src="http://i.ytimg.com/vi/sUGYGThirP8/0.jpg" alt="YouTube Video"></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=231</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขยะในใจ + หมดแรงผลัก</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=202</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=202#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 05:12:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=202</guid>
		<description><![CDATA[นั่งสนทนาธรรมสบายๆกับ หลวงพี่ แม่ชี แล้วก็ญาติธรรมอีกสองคน ทุกคนต้อนรับด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ถามถึงอาการณืป่วย  หลวงพี่เข้าเรื่องทันที ท่านเล่าว่าญาติธรรมเห็นท่านหน้าแดง ก็ถามว่าหลวงพี่ไม่สบายเหรอ ซึ่งความจริงท่านไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่ที่ญาติธรรมคนนั้นคิดว่าหลวงพี่ไม่สบายเพราะ เค้าเองไม่สบาย เห็นว่าช่วงนี้อากาศเย็น วัดอากาศเย็น คนไม่สบายมากมาย พอเห็นหลวงพี่หน้าแดงนิดหน่อยก็คิดไปเลยว่าหลวงพี่จะต้องไม่สบาย หลวงพี่บอกว่านี่แหละที่เรียกว่าขยะในใจ ถ้าเรามีอะไรอยู่ในใจ พอเกิดอะไรขึ้นเราก็จะคิดไปตามส่ิงที่เราเป็น ยกตัวเอย่างเช่น เพื่อนของญาติธรรมคนเดิมบอกว่าจะรีบกลับบ้านไปจัดครัว เพราะพึ่งซ่อมครั่วใหม่เสร็จ คนนี้ก็ถามว่า จะให้ช่วยมั้ย เค้าตอบห้วนมากว่าไม่ต้อง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>นั่งสนทนาธรรมสบายๆกับ หลวงพี่ แม่ชี แล้วก็ญาติธรรมอีกสองคน ทุกคนต้อนรับด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ถามถึงอาการณืป่วย  หลวงพี่เข้าเรื่องทันที ท่านเล่าว่าญาติธรรมเห็นท่านหน้าแดง ก็ถามว่าหลวงพี่ไม่สบายเหรอ ซึ่งความจริงท่านไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่ที่ญาติธรรมคนนั้นคิดว่าหลวงพี่ไม่สบายเพราะ เค้าเองไม่สบาย เห็นว่าช่วงนี้อากาศเย็น วัดอากาศเย็น คนไม่สบายมากมาย พอเห็นหลวงพี่หน้าแดงนิดหน่อยก็คิดไปเลยว่าหลวงพี่จะต้องไม่สบาย</p>
<p><span id="more-202"></span>หลวงพี่บอกว่านี่แหละที่เรียกว่าขยะในใจ ถ้าเรามีอะไรอยู่ในใจ พอเกิดอะไรขึ้นเราก็จะคิดไปตามส่ิงที่เราเป็น ยกตัวเอย่างเช่น เพื่อนของญาติธรรมคนเดิมบอกว่าจะรีบกลับบ้านไปจัดครัว เพราะพึ่งซ่อมครั่วใหม่เสร็จ คนนี้ก็ถามว่า จะให้ช่วยมั้ย เค้าตอบห้วนมากว่าไม่ต้อง หลวงพี่ได้ยินเข้าก็คิดว่าญาติธรรมจะต้องรู้สึกไม่ดี เพราะอะไรล่ะ&#8230; ก็เพราะถ้าเป็นหลวงพี่ถูกตอบมาอย่างนั้น หลวงพี่ก็จะรู้สึกไม่ดี ท่านเลยคิดว่าญาติธรรมคนนั้นน่าจะรู้สึกไม่ดีเช่นกัน ทำไมถึงรุ้่สึกไม่ดี เพราะเราคิดว่าการที่เค้าตอบห้วนๆ แสดงว่าเค้าไม่เห็นคุณค่าของการที่เราเสนอตัวเข้าไปช่วยเค้า แสดงว่าอะไรล่ะ แสดงว่าเราทำดีเรพาะ ต้องการให้คนเห็นคุณค่า ไม่ใช่ทำเพราะต้องการที่จะไปช่วยเค้าจริงๆ หรอกเหรอ&#8230;</p>
<p>ถ้าเราพิจารณาเอาความเห็นผิดตรงนี้ออก คือการทำดีเพราะต้องการให้คนอื่นเห็นคุณค่า เราเอาตรงนี้ออกไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะไม่รู้สึกอยากที่จะทำดีอีก เพราะแรงขับของการทำดีมันหมดไปแล้ว จะคิดว่าเอ&#8230;จะทำดีไปทำไม มันไม่อยากทำดีแล้ว ตรงนี้เราจะต้องเอาการกระทำมาพิจารณา คือ</p>
<ol>
<li>ทำแล้วจะเกิดอะไร</li>
<li>ไม่ทำแล้วจะเกิดอะไร</li>
</ol>
<p>ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรานั่งกันอยู่สามคน มีพระ แม่ชี แล้วก็ ญาติธรรมคนนั้น ตามปรกติ ญาติธรรมจะถวายน้ำหรือเครื่องดื่มให้กันหลวงพี่ ซึ่งหลวงพี่ก็จะรับบ้าง ไม่รับบ้าง หากเค้าเลิกทำตรงนี้เพราะ แรงผลักในการทำดีหมดไป จะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ถ้าไม่ทำ ก็อาจจะขาดโอกาสในการทำบุญไป หลวงพี่ก็จะไม่มีอะไรกิน แล้วหากมีคนอื่นมาเห็นว่าหลวงพี่ไม่มีอะไรกิน ก็อาจจะถูกตำหนิได้ เมื่อเห็นข้อเสียตรงนี้แล้วก็สมควรที่จะทำเป็นต้น</p>
<p>หลวงพี่หันมาถามญาติธรรม แต่เขาบอกว่าไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะรู้อยู่แล้วว่าเค้าเป็นคนอย่างนี้ ท่านบอกต่อว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเราจะมีข้ออ้าง เช่นเราจะไม่น้อยใจเพราะรุ้อยู่แล้วว่าเค้าเป็นคนอย่างนี้ หรือเค้าจะต้องพูดแบบนี้ แต่ความจริงก็คือหากเรา เอาตรงนี้มาเป็นข้ออ้างเราก็จะไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงว่าเราทำไปเพราะอะไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=202</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>U r still welcome&#8230;</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=207</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=207#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 00:52:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=207</guid>
		<description><![CDATA[ไม่สบาย ตื่นสาย ไปถวายเพลไม่ทัน ผม Whatsapp ไปหาเพื่อนที่วัดดังนี้ T: Will there be dhramma talk this afternoon? K: If u t here, yes T: Ok. I will be...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่สบาย ตื่นสาย ไปถวายเพลไม่ทัน ผม Whatsapp ไปหาเพื่อนที่วัดดังนี้</p>
<pre>T: Will there be dhramma talk this afternoon?
K: If u t here, yes
T: Ok. I will be there kub.
K: They started to leave. U r still welcome.
As a matter of fact, LP just asked about u.
T: I'm on the way...</pre>
<p>ค.รู้สึกมันกระตุกตรง U r still welcome&#8230; มาถามตัวเองว่าเป็นอะไร รู้สึกอะไร</p>
<p><span id="more-207"></span>ค.รู้สึกแรกคือทำไมเค้าพูดคำว่า U r still welcome วัดนี้ก็เป็นวัดของเราเหมือนกัน เราจะไปกี่โมง ยังไงก็ได้ ไม่ใช่เหรอ แล้ว เค้ามีสิทธิ์อะไรมากำจัดสิทธิ์ของเรา&#8230;อืมตรงนี้ เราเห็นผิดตรงนี้ เอาล่ะ มาเอาค.เห็นผิดออกดีกว่า<br />
ต่อ</p>
<ol>
<li>วัดเป็นของเราจริงเหรอ<br />
- ตอนนี้วัดเป็นชื่อของคนๆ หนึ่งถ้าคนๆ นั้นไม่อยู่ วัดก็จะต้องตกไปเป็นของคณะสงฆ์ธรรมยุทธ กลายเป็นของสาธารณะไป คนที่ดูแลวัด พระที่อยู่ที่วัด ฆราวาสที่มาที่วัดก็จะเปลี่ยนหน้าไปตามกาลเวลา คนนั้นไป คนนี้มาแทน สลับกันเรื่อยไป<br />
- วัดทำมาจากอะไรล่ะ ไม้ ปูน กระจก พลาสติด เหล็ก สี ไฟฟ้า สายไฟ หลอดไฟ ฯลฯ ทุกอย่างก็เป็นการรวมตัวตามสัดส่วนของธาตุสี่</li>
<li>จริงๆเค้าพูดเรื่องอะไรล่ะ เราพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ก็เราถามเค้าเองไม่ใช่เหรอว่าวันนี้จะมีการสนทนาธรรมหรือเปล่า เค้าก็แค่บอกว่าตอนนี้ คนเริ่มกลับกันแล้วนะ แต่มาได้นะ หลวงพี่ยังถามถึงเลย&#8230; แล้วมันเกี่ยวตรงไหน กับการที่เราเข้าใจว่าเค้ามาทำตัวเป็นเจ้าของวัด เค้ามาจำกัดสิทธิ์เรา ก็เราถามเค้าเองไม่ใช่เหรอ&#8230;</li>
</ol>
<p>ข้อสองน่าจะเป็นเหตุที่แท้จริงมากกว่า เราไม่พอใจตรงที่เราคิดว่าเค้ามีสิทธิ์อะไรที่จะมากำหนดสิทธิ์เราว่า เราจะเข้าวัดกี่โมง เพราะค.เป็นเจ้าของวัดตรงนี้มันมีอยู่แน่ๆ เพราะเป็นวัดที่เราไปตลอด แต่ใจมันก็รู้ประมาณนึงว่าจริงๆ วัดเป็นของกลาง มันไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง</p>
<p>สาเหตุที่เราคิดอย่างนี้เพราะเรามีขยะในใจของเรามาประสมกับปรุงกับเรื่องเราที่เข้ามา แปลความหมายออกมาเป็นเวอร์ขั่นของเราเอง&#8230; ดีใจที่คิดได้ พอไปถึงวัดก็ยิ้มยกมือไหว้คนนั้นได้หมดใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=207</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมาเห่าหลวงพี่</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=204</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=204#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Feb 2011 21:11:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=204</guid>
		<description><![CDATA[การปฏิบัติส่วนมากที่ผมขาดคือเรื่องของ Network หรือ การเชื่อมโยง&#8230; หลวงพี่กับผม จะไปรับหลวงพี่กับแม่ชีที่แอร์พอร์ต วันนี้เจ้าปั้นมาแล้วก็นั่งอยู่ท้ายรถด้วย หลวงพี่เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆกระจกท้ายรถ เจตนาดีต้องการจะทักทายเจ้าป้น แต่มันตกใจ เพราะพึ่งตื่น ลุกมาเห่าซะดังตะกุยตะกายใส่กระจก&#8230;หลวงพี่สอนทันที่ว่าเห็นมั้ย เรามีเจตนาดี ต้องการที่จะเข้ามาทักทายเค้า แต่เค้ากลับตกใจ เหมือนเวลาที่เรามีเจตนาดีกับคนอื่นแต่เค้าไม่พอใจ หรือทุกข์ใจ อันนี้หลวงพี่จะไม่รู้สึกเศร้าหมองเลย เพราะเจตนาเราดี เราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเค้า หรือทำให้เค้าตกใจ แต่เราต้องเอาเหตุการณืเหล่านี้มาน้อมเข้าตัว เชื่อมโยงให้เป็น network แล้วเอามาสอนเราให้ได้...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การปฏิบัติส่วนมากที่ผมขาดคือเรื่องของ Network หรือ การเชื่อมโยง&#8230; หลวงพี่กับผม จะไปรับหลวงพี่กับแม่ชีที่แอร์พอร์ต วันนี้เจ้าปั้นมาแล้วก็นั่งอยู่ท้ายรถด้วย หลวงพี่เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆกระจกท้ายรถ เจตนาดีต้องการจะทักทายเจ้าป้น แต่มันตกใจ เพราะพึ่งตื่น ลุกมาเห่าซะดังตะกุยตะกายใส่กระจก&#8230;<span id="more-204"></span>หลวงพี่สอนทันที่ว่าเห็นมั้ย เรามีเจตนาดี ต้องการที่จะเข้ามาทักทายเค้า แต่เค้ากลับตกใจ เหมือนเวลาที่เรามีเจตนาดีกับคนอื่นแต่เค้าไม่พอใจ หรือทุกข์ใจ อันนี้หลวงพี่จะไม่รู้สึกเศร้าหมองเลย เพราะเจตนาเราดี เราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเค้า หรือทำให้เค้าตกใจ แต่เราต้องเอาเหตุการณืเหล่านี้มาน้อมเข้าตัว เชื่อมโยงให้เป็น network แล้วเอามาสอนเราให้ได้ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก บางทีเราปฏบัติท้ั้งวันแต่เอามาน้อมสอนตัวเองไม่ได้ หมาเห่าหลวงพี่ ทีเดียวท่านได้ธรรมะเรียบร้อยไปแล้ว ต่อไปหลวงพี่ก็จะเรียนรู้ จะระวังมากขึ้นเวลาเข้าไปทักทายเจ้าปั้น หรือจริงๆไม่จำเป็นต้องทักทายเลย ชีวิตเราจะเสียเวลาเกับเรื่องไรสาระ หรือเรื่องไม่เป็นเรื่องน้อยลง</p>
<p>ท่านยังสอนอีกว่าจริงไม่ใช่ว่าเราจะต้องระวังตัวเองจนไม่ยอมทำอะไรเลย เราทำกรรมเพื่อเรียนรู้ เพื่อพิจารณา เพราะการทำหรือไม่ทำอะไรเลย มันก็จะมีผลของมันเสมอซึ่งเป็นอะไรที่เราควบคุมไม่ได้อยู่ดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=204</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อยากจะล็อครถเองซะงั้น</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=79</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=79#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Feb 2011 21:49:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[ผมขับรถเองตลอด น้อยครั้งมากที่จะมีคนขับให้ แล้วเราไม่ต้องขับ ทุกครั้งที่มีเพื่อนขึ้นรถเราก็จะล็อครถให้ เปิดล็อคให้เวลาเค้าจะลง&#8230; วันก่อนไปรับเพื่อน พอเค้าขึ้นรถ ปิดประตูเสร็จก็กดล็อคปิดทันที ตัดหน้าเราไปนิดเดียว ฟังดูก็เหมือนไม่มีอะไรแต่ในใจมันขุ่นมันหมอง มันเกิดความต่าง กลับมานั่งคิดว่าเราเป็นอะไรนะ มันเกิดอะไรขึ้นกับเราเอาเรื่องนี้ไปคุยกับหลวงพี่ (ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะคิดเองก่อนให้ได้ ก่อนที่จะเอาไปเล่าให้ท่านฟัง) ท่านบอกว่าเราคิดว่าวัตถุสมบัติของเราๆ ต้องได้ใช้ เราต้องบังคับได้ แต่จริงๆ มันมีโอกาสต่างๆที่จะเกิดขึ้นคือ ของเรา เราได้ใช้ เราบังคับได้ ของเรา เราไม่ได้ใช้...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ผมขับรถเองตลอด น้อยครั้งมากที่จะมีคนขับให้ แล้วเราไม่ต้องขับ ทุกครั้งที่มีเพื่อนขึ้นรถเราก็จะล็อครถให้ เปิดล็อคให้เวลาเค้าจะลง&#8230; วันก่อนไปรับเพื่อน พอเค้าขึ้นรถ ปิดประตูเสร็จก็กดล็อคปิดทันที ตัดหน้าเราไปนิดเดียว ฟังดูก็เหมือนไม่มีอะไรแต่ในใจมันขุ่นมันหมอง มันเกิดความต่าง กลับมานั่งคิดว่าเราเป็นอะไรนะ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา<span id="more-79"></span>เอาเรื่องนี้ไปคุยกับหลวงพี่ (ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะคิดเองก่อนให้ได้ ก่อนที่จะเอาไปเล่าให้ท่านฟัง) ท่านบอกว่าเราคิดว่าวัตถุสมบัติของเราๆ ต้องได้ใช้ เราต้องบังคับได้ แต่จริงๆ มันมีโอกาสต่างๆที่จะเกิดขึ้นคือ</p>
<ol>
<li>ของเรา เราได้ใช้ เราบังคับได้</li>
<li>ของเรา เราไม่ได้ใช้ เราบังคับไม่ได้</li>
<li>ของคนอื่น เราได้ใช้ เราบังคับได้</li>
<li>ของคนอื่น เราไม่ได้ใช้ เราบังคับไม่ได้</li>
</ol>
<p>นั่งหาหลักฐานกับหลวงพี่ มาประกอบกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นี้ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งสี่ข้อ แล้วก็เอาทุกข์ โทษ ภัย มานั่งพิจารณาเหมือนเดิม ในใจคิดว่าโอเคจบละเรื่องนี้ สบายละ อีกอย่างเรื่องนี้แทบจะเป็นเรื่องเดียวกับ<a href="http://7monthsproject.com/?p=71" target="_blank">การติดที่จอดรถ</a> ซึ่งคล้ายกันมาก&#8230;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>&#8230;ผ่านไปประมาณหนึ่งเดือนได้</p>
<p>เพื่อนคนเดิม เหตุการณ์เดิม คือเราไปรับเค้าๆ ขึ้นรถมา แล้วก็ล็อครถทันที คราวนี้เรารู้สึกเหมือนเดิมอีก ยังทุกข์ได้อีก! เอ&#8230; ทำไมนะ เราพิจารณาออกไปแล้วนี่ ทำไมเรายังไม่หาย ทำไมเรายังทุกข์ ผมไม่เข้าใจ แล้วเกิดความลังเล ว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกหรือเปล่า&#8230; เราคิดผิดหรือเปล่า&#8230; กลับไปคุยกับอีกหนึ่งหลวงพี่ เล่าเหตุการณ์ให้ท่านฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านบอกผมว่า Until proven otherwise&#8230; เราจะเชื่อไม่ได้เด็ดขาด หาความทุกข์กลับมาก็นับเป็นเรื่องดีที่เราจะต้องพิจารณาอีกครั้ง สาเหตุที่ยังเอาไม่ลงอาจจเป็นเพราะ</p>
<ol>
<li>หาเหตุไม่ถูก</li>
<li>หาหลักฐานไม่พอ</li>
<li>ยังไม่ซื้อทุกข์ โทษ ภัย</li>
</ol>
<p>เอาล่ะถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะเอาเรื่องนี้มาคิดใหม่</p>
<p>&#8230; เพื่อนล็อคก่อนที่ผมจะล็อค แล้วรู้สึกไม่ดี เพราะอะไร<br />
&#8230; กลัวว่า central Lock จะพัง เพราะทุกครั้งเวลาเราล็อค เราจะใช้ปุ่ม central lock ซึ่งจะล็อคประตูรวมทั้งประตูหลัง แต่เพื่อนกดล็อคที่ตัวล็อค ซึ่งจะล็อคแค่ประตูเดียว<br />
โอเคงั้น  คิดว่าเหตุตอนแรกคือเราคิดว่าของๆ เราๆ ต้องได้ใช้นั้นน่าจะผิด เหตุคราวนี้น่าจะเป็นการปักเที่ยงตรงที่</p>
<p>&#8220;เราคิดว่าการกดล็อดที่ประตูด้านเดียว ในขณะที่มีระบบ central lock จะทำให้ระบบพังเร็วขึ้น&#8221;</p>
<p>อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่แท้จริง เพราะ ลองเปลี่ยนคนจากเพื่อนเป็น คนอื่น หรือแม้แต่ตัวเราเอง เราก็ยังจะรู้สึกเช่นเดิม รู้สึกไม่ดีเหมือนเดิม ถ้าเช่นนั้นเหตุของการปักเที่ยงแล้ววิเคราะห์ออกมาได้ดังนี้</p>
<ol>
<li>การกดล็อดที่ประตูด้านเดียว ในขณะที่มีระบบ central lock จะทำให้ระบบพังเร็วขึ้น</li>
<li>การกดล็อดที่ประตูด้านเดียว ในขณะที่มีระบบ central lock จะทำให้ระบบพังช้าลง</li>
<li>การไม่กดล็อดที่ประตูด้านเดียว ในขณะที่มีระบบ central lock จะทำให้ระบบพังเร็วขึ้น</li>
<li>การไม่กดล็อดที่ประตูด้านเดียว ในขณะที่มีระบบ central lock จะทำให้ระบบพังช้าลง</li>
</ol>
<p>พยายามหาหลักฐาน จากการใช้รถมาหลายๆ คันแต่กลับไปตกอยู่ที่ข้อ 3 จะว่าไปแล้วนอกจากรถคันนั้น ยังไม่เคยใช้รถคันไหนจน central lock พังซะก่อนที่จะขายรถไป ไม่ว่าจะใข้แบบไหนมากน้อยแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ปักเที่ยงไปไม่น่าจะจริงด้วยซ้ำ แล้วถ้ามันไม่ควรล็อคหรือมันล็อคไม่ได้ แล้วเค้าจะทำมาทำไม  ทุกข์ โทษ ภัยของเรื่องนี้คือ</p>
<p>ทุกข์: กังวลใจว่าล็อคจะพังจากการใช้งาน, โกรธหรือไม่สบายใจเวลาคนอื่นมาล็อคประตู<br />
โทษ: เกิดการทะเลาะ, กลายเป็นโรคประสาทไป เวลาใครขึ้นรถก็ต้องรีบล็อคประตูให้เพราะกลัวเค้าจะล็อคซะก่อน<br />
ภัย: คนมองว่าเราเป็นคนขี้หวงของอย่างไร้เหตุผล, เกิดการเข้าใจผิดกันระหว่างเพื่อนเพราะแค่วัตถุสมบัติ</p>
<p>เอา central lock system มาพิจารณาในแง่ของวัตถุสมบัติ</p>
<ol>
<li>มันมาจากไหน<br />
ระบบ central lock ประกอบด้วย มอเตอร์ (เหล็ก &gt; ธาตุดิน, แม่เหล็กในมอเตอร์ &gt; เหล็ก &gt; ธาตุดิน กับ ธาตุไฟที่ทำให้โมเลกุลของเหล็กเรียงตัวกันเป็นแม่เหล็ก ), สายไฟ ( เงิน หรือ ทองเแดง &gt; ธาตุดิน, พลาสติดหุ้มสายไฟ &gt; ธาตุคาร์บอน &gt; ธาตุดิน ), ตัวล็อค ( พลาสติด &gt; ธาตุดิน ) , ไฟฟ้าที่วิ่งระหว่างระบบเวลาทำงาน (ธาตุไฟ)</li>
<li>เราต้องดูแลรักษามันอย่างไร<br />
แทบจะไม่ต้องดูแลรักษา</li>
<li>เราจากมันไปยังไง<br />
เปลี่ยนรถใหม่, เปลี่ยนกันขโมยใหม่ หรือเปลี่ยนระบบใหม่, เราตายจากไป, บริจาครถไป หรือไม่่ได้ใช้รถแล้ว</li>
<li>มันจากเราไปยังไง<br />
โดนงัดรถแล้วระบบพัง, เสีย, รถหาย, recall</li>
<li>ฟังชั่นของเรากับมัน<br />
- ปิดช่องทางเข้าออก ป้องกันสิ่งภายนอกเข้ามาภายใน หรือของภายในออกไปข้างนอกโดยไม่ตั้งใจ: หลับตา, ปิดปาก, เหมือนเรากลั้นฉี่ หรืออึ<br />
- ความต้านทานของล็อคป้องกันไม่ให้เปิด เหมือนกล้ามเนื้อที่เกร็งอั้นฉัี่ ไม่ยอมเปิดปาก หรือไม่ยอมเปิดตา<br />
- มีมอเตอร์ทำหน้าที่เหมือนหัวใจ ถ้ามอเตอร์หยุดทำงาน ก็เปรียบเสมือนตาย<br />
- มีความคิด ล็อคคัวเองได้เมื่อ ความเร็วสูงถึงระดับหนึ่ง รับคำสั่งได้ เวลาถูกกดก็จะล็อค<br />
- สายไฟที่เปรียบเสมือนเส้นเลือด ตามร่างกาย<br />
- ส่งเสียงได้ เวลาล็อคจะมีเสียงออกมา</li>
<li>เราจะอยู่กับมันได้นานแค่ไหน<br />
มันอาจจะจากเราไปเมื่อไรก็ได้ หรือ นานที่สุดคือ อยู่กับเราจนเราเลิกใช้ หรือ ไม่ได้ใช้รถคันนั้นแล้ว</li>
</ol>
<p>แม้ระบบ central lock จะมีฟังชั่นที่ไม่ได้ต่างอะไรกับร่างกายเรา แต่มันก็มีอายุของมันซึ่งก็ไม่ได้นานอะไร ดังนั้นเราควรใช้มันอย่างรู้คุณค่า แต่ไม่ควารเสียใจเมือมันจากเรา หรือเราจากมันไป เพราะท้ายที่สุดแล้วเราอยู่กับมันได้ไม่นานเลยจริงๆ นานที่สุดก็เท่ากับอายุรถคันนั้นที่ใช้ สั้นที่สุดคือมันจะพังเมื่อไรก็ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=79</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้องที่ออฟฟิต</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=180</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=180#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 01:02:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องของกัลยานมิตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=180</guid>
		<description><![CDATA[มีกัลยานมิตรคนนึงกำลังมีปัญหาหนัก ถามผมมาดังนี้&#8230; มันอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้เราเครียด ยกกำลัง 2 ได้เลย เราจะเล่าแบบกระชับนะ เรื่องมีอยู่ว่า มีน้องที่ออฟฟิตมาบอกชอบ แล้วพอเราบอกไม่ได้คิดอะไร เค้าก็ทำหน้าบึ้งตึงไปสองวันไม่พูดด้วย ไม่มองหน้า แล้ววันที่สาม มาบอกว่าขอโทษที่ทำตัวแย่ๆแบบนั้น จะไม่ทำอีก แล้วเราก็นึกว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว แต่สุดท้าย น้องเค้าก็ยังทำตัวไม่ปรกติ ก็เข้าใจเค้า คงจะทำตัวไม่ถูก ไม่ปรกตินี้คือประมาณว่า เวลาออกไปกินข้าวกันหลายๆคน เค้าก็จะแยกเดินคนเดียว ทำหน้าบึ้งตึง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>มีกัลยานมิตรคนนึงกำลังมีปัญหาหนัก ถามผมมาดังนี้&#8230;</p>
<p>มันอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้เราเครียด ยกกำลัง 2 ได้เลย เราจะเล่าแบบกระชับนะ เรื่องมีอยู่ว่า มีน้องที่ออฟฟิตมาบอกชอบ แล้วพอเราบอกไม่ได้คิดอะไร เค้าก็ทำหน้าบึ้งตึงไปสองวันไม่พูดด้วย ไม่มองหน้า แล้ววันที่สาม มาบอกว่าขอโทษที่ทำตัวแย่ๆแบบนั้น จะไม่ทำอีก แล้วเราก็นึกว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว แต่สุดท้าย น้องเค้าก็ยังทำตัวไม่ปรกติ ก็เข้าใจเค้า คงจะทำตัวไม่ถูก ไม่ปรกตินี้คือประมาณว่า เวลาออกไปกินข้าวกันหลายๆคน เค้าก็จะแยกเดินคนเดียว ทำหน้าบึ้งตึง จนผิดสังเกตุ เราก็ลำบากใจ อึดอัดที่เค้าเป็นแบบนั้น แล้วที่แย่กว่านั้นเวลาเราไปคุยงานจะรู้สึกเหมือน อ๊ากกกกกกกกก อึดอัด ลำบากใจที่สุด เพราะเค้าเหมือนมีออร่า แผ่ทั่วร่าง ว่ากำลัง มาคุ&#8230;</p>
<p><span id="more-180"></span><br />
หลังจากนั้น จนทุกวันนี้ เค้าก็จะเลี่ยงไม่คุยกับเรา วันก่อนส่งงาน (คืองานทุกอย่างต้องผ่านเราก่อนเพราะโดยหน้าที่รับผิดชอบแล้วต้องรู้ทุกอย่าง ไม่ได้อยากจะรู้ทุกอย่าง แต่มันต้องทำนะ วันก่อนก็เรียกประชุมเรื่องนี้ไปเพราะมีปัญหาเกิดขึ้น) น้องเค้าไม่ส่งงานผ่านเราไปผ่านอีกคนนึง หลังจากที่ประชุมไปวันนั้น เราโกรธขึ้นมาเลย คิดว่าทำไม คุยกันแล้ว พูดกันรู้เรื่องแล้วในที่ประชุม ยังจะทำนิสัยแบบนี้ ในใจคิดว่า ทำไม เค้าทำตัวงี่เง่าแบบนี้ โตๆกันแล้ว คิดไม่ได้หรอ งานส่วนงาน เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว ทำไมไม่แยกแยะ แล้วเราเลยถามว่าตกลงจะคุยงานผ่านคนนั้นใช่ไหม จะได้ทำให้เป็นระบบแบบนี้ไปเลย(ขาดสติแล้ว จริงๆทำแบบนั้นไม่ได้) แล้วเค้าก็ลงมา ถามเราว่าตกลงจะให้เค้าส่งงานกับใคร เราก็ถามแล้ววันนั้นที่คุยที่ประชุมเข้าใจว่าไร เราก็บอกว่า ทำแบบนี้ แล้วไม่บอกพี่ แล้วพี่ไปเอางานมาคอมเม้นท์ซ้ำ แล้วมันจะทำงานซ้ำซ้อนไหม (ในใจก็โมโหที่เค้าทำตัวต่อต้านเราแบบอ้อมๆ) พอคุยกันเสร็จ เค้าก็ขึ้นไป พิมเอ็มลงมาว่า งั้นขอโทษแล้วกันครับ เราก็ไม่ได้ตอบอะไร แล้วหลังจากนั้น ก็เหมือนเค้าพยายามจะทำให้เป็นปรกติ แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเค้ายังต่อต้านเราอยู่เมื่อไรที่เค้าขาดสติ แต่พอเค้านึกได้เค้าก็จะพูดดี มันเครียดอะ ทำงานแล้วต้องเจออะไรที่ไม่ได้เครียดมาจากงาน งานเยอะงานหนักเราไม่กลัว แต่เรากลัวอะไรที่มันเครียดมาจากคนร่วมงานมากกว่า ไม่เข้าใจเลย ก่อนหน้านี้ ทำดีกับเราทุกอย่าง แต่พอเราบอกว่าไม่ชอบ เปลี่ยนไปเป็นคนละคน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ตอนนี้เราก็คิดได้แค่ว่า เวลามันคงทำให้อะไรดีขึ้นเท่านั้นอะพี่</p>
<p>ปล. เราว่าจะลองไปกลับบ้านแล้วหละ ไม่อยากนอนที่ออฟฟิตแล้ว รู้สึกชีวิตไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากงาน ตื่นมาก็ทำงาน ทำงานจนดึกแล้วก็นอน</p>
<p><strong>ตอบ</strong><br />
น้องเรา</p>
<p>ก่อนอื่นพี่ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องที่ซีเรียสและจำเป็นต้องแก้ไขโดยด่วน อะไรก็ตามที่เข้ามาในชีวิตทำให้เราเครียด มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระทั้งนั้น<br />
ปัญหาทุกอย่างมีเหตุ ปัจจัย แล้วก็ผลของมัน ตอนนี้ที่เราคิดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูกก็เพราะเราแก้ผิดจุด แล้วก็เอาปัญญหาต่างๆ เอามารวมกัน คลุกเคล้ากันมั่วไปหมด มันทำให้เรามองไม่เห็นสาเหตุที่แท้จริง พี่มองว่าปัญหาของเรามี 3 ข้อในเรืองที่เล่ามา</p>
<ol>
<li> น้องที่ออฟฟิตมาชอบ</li>
<li>ระบบการทำงาน</li>
<li>การค้างที่ออฟฟิต</li>
</ol>
<p><strong>น้องที่ออฟฟิตมาชอบ</strong><br />
ก่อนอื่นพี่ต้องขอบอกว่าเราทำถูกแล้ว ถ้าไม่ชอบเค้าก็บอกเค้าไป เราปฏิเสธดีๆ แล้วก็หมดหน้าที่ของเรา ส่วนน้องเค้าจะทำตัวแปลกไม่เข้ากลุ่มหรืออะไรก็ช่าง มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องเอามากังวลแล้ว ถ้าเรายังกังวลว่าน้องจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ เราต้องเอามาถามตัวเองแล้วว่าเองเรากังวลทำไม เราไปยุ่งเรื่องของเค้าทำไม เรามีอะไรในเใจเหรอ หรือเรารู้สึกอะไรหลังจากบอกน้องเค้าไป หลักสำคัญที่เราจะลืมไม่ได้เด็ดขาดคือเราจะต้องมองเข้าตัวเอง จัดการกับตัวเองไม่ใช่คนอื่น เพราะถ้าเราเร่ิมจัดการกับคนอื่น เราจะต้องจัดการกับคนทั้งโลก เราจะต้องเปลี่ยนคนทั้งโลกให้ถูกใจเรา ถ้าให้พี่มองมันมีโอกาสดังนี้กับการแสดงออกของน้องคนนั้น</p>
<ul>
<li>น้องเสียใจจริง แล้วก็แสดงออกให้เราสนใจ</li>
<li>น้องเสียใจจริง แต่ไม่แสดงออก</li>
<li>น้องไม่เสียใจเฉยๆ กับการที่เราไม่ชอบกลับ แต่แสดงออกว่าเสียใจ</li>
<li>น้องไม่เสียใจเฉยๆ กับการที่เราไม่ชอบกลับ แล้วก็ไม่แสดงออก</li>
</ul>
<p>สิ่งที่เราเห็นน้องเค้าแสดงออกมา มันอาจจะเป็นได้ทั้งข้อ หนึ่งกับสาม ลองหาเหตุการณ์มา สนับสนุนสิ่งที่พี่พูดมาทั้งสี่ข้อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองว่ามันมีมั้ย เราเคยเล่นละครมั้ย เราเคยทำเวอร์ไปมั้ย ถ้ามันมี แสดงว่าทั้งสี่ข้อก็มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้ามันมีแสดงว่าเราจะโกรธน้องเค้าไม่ได้นะ เพราะตัวเราเองก็เคยทำ ตัวเราเองก็เคยเล่นละคร เคยเรียกร้องความสนใจ จากคนที่เราชอบ เคยพูดหรือทำอะไรแบบประชดประชันเพื่อให้เค้าสนใจ แล้วแราจะไปว่าน้องเค้าได้ยังไง อีกอย่างนึงที่เราอาจจะต้องเอามาคิด คือน้องคนนี้เป็นคนที่สองแล้วในออฟฟิตที่มาชอบเรา เราต้องเริ่มถามตัวเองว่าเราทำตัวถูกหรือเปล่า เราวางตัวถูกหรือเปล่า อันนี้ไม่ต้องตอบพี่ ถามตัวเองแล้วจริงใจกับตัวเอง ซึ่งเช่นกัน มันจะลงได้สี่อย่างคือ</p>
<ul>
<li>เราวางตัวถูกคนชอบ</li>
<li>เราวางตัวไม่เหมาะคนชอบ</li>
<li>เราวางตัวไม่เหมาะคนไม่ชอบ</li>
<li>เราวางตัวไม่เหมะคนชอบ</li>
</ul>
<p>ซึ่งเราก็จะเห็นอีกเช่นกันว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็อาจจะมีคนมาชอบ แล้วก็เฉยๆ หรือไม่ชอบกับเราได้ แต่ข้อสำคัญถ้าเราวางตัวในออฟฟิตได้ดี ได้ถูกต้องแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลใจค่ะ</p>
<p><strong>ระบบการทำงาน</strong><br />
พี่มองว่าการแก้ปัญหาของเราตรงนี้ยังผิดเพราะเราแก้ที่ตัวบุคคล โดยการที่เราเข้าไปว่าน้องว่าตกลงจะส่งงานผ่านทางนั้นใช่มั้ย แต่ถุ้าเราแก้ที่ตัวบุคคลเราจะต้องมาแก้เรื่อยไป การที่คนสามารถส่งงานโดยไม่ต้องผ่านเราก็ได้ แสดงว่ามีความผิดปรกติอะไรสักอย่างในระบบแล้ว เราต้องคุยกะอีกคนว่าเออไม่ได้นะ ถ้างานไม่ผ่านเราก็จะไม่มีการ approve ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าใครก็ตาม จะชอบหรือไม่ชอบเรา ก็ต้องส่งงานผ่านเราอยู่ดี การแก้ปัญหาควรแก้ที่ระบบค่ะ เพราะมันจะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะเกิดขึ้น การชอบหรือไม่ชอบหน้าเพื่อนรวมงาน เป็นเรื่องธรรมดา เราเองก็มีคนที่ไม่ชอบ หรือชอบเป็นพิเศษไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมน้องเค้าจะเป็นเหมือนเราไม่ได้ แต่สำงานงานมันจะต้องมีระบบที่รัดกุมเพียงพอที่จะไม่ให้คนทำงาน ทำตามใจตัวเองจนเกินไป จนเราคุมไม่ได้ เราแก้ที่ระบบ เราพูดกลางๆ มันจะได้ใช้ได้กับคนทุกคน อีกอยางการที่เราแก้ที่ตัวระบบ มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่ ความใจกกว้าง เราไม่ได้เพ่งความสนใจไปที่ใคร เราไม่ได้จัดการใครเป็นพิเศษ ตรงนี้เราต้องขอบคุณน้องด้วยซ้ำที่มาแสดงให้เราเห็นว่าเออระบบการทำงานมันยังไม่ดีพอนะ มันยังมีที่ให้ปรับปรุง เลามีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกแตกต่างเราจะต้องมองตรงนั้นให้เป็นโอกาสให้มันเติมเต็ม ไม่ใช่เป็นวิฤตให้มันตกต่ำ</p>
<p><strong>เรื่องค้างออฟิต</strong><br />
เรื่องการค้างที่ออฟฟิตพี่มองว่าเราเห็นผิดสองอย่าง คือเราคิดว่า<br />
การค้างออฟฟิต (อาจจะ) เป็นสาเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรวมงานไม่ถูกตามที่ควร<br />
อันนี้พี่คิดเอาเองนะ ไม่แน่ใจ ลองไปคิดดูว่าเราคิดอย่างนั้นหรือเปล่า ว่าแบบเออเป็นเพราะค้างออฟฟิตอะไรๆ มันก็แย่ไปหมด ทำแต่งาน กลับบ้านดีกว่า แล้วอะไรๆอาจจะดีขึ้น ถามตัวเองสิว่ามันจริงมั้ย มันเกี่ยวกันมั้ย ข้อดีข้อเสียของการค้างออฟฟิตคือะไร แล้วทำไมเราถึงตัดสินใจค้างที่ออฟฟิต เหมือนเดิม เอามาตีตารางเป็นสี่ช่อง</p>
<ul>
<li>ค้างออฟฟิต แล้ว ค.สัมพันธ์กับเพื่อนดี</li>
<li>ค้างออฟฟิต แล้ว ค.สัมพันธ์กับเพื่อนไม่ดี</li>
<li>ไม่ค้างออฟฟิต แล้ว ค.สัมพันธ์กับเพื่อนดี</li>
<li>ไม่ค้างออฟฟิต แล้ว ค.สัมพันธ์กับเพื่อนไม่ดี</li>
</ul>
<p>หาหลักฐานมาประกอบ แล้วสรุปออกมา แล้วบอกพี่ว่าจริงๆการค้างออฟฟิตหรือไม่ค้าง มันจะทำให้อะไรๆ ที่ออฟฟิตมันดีขึ้นหรือแย่ลงจริงๆเหรอ</p>
<p>อีกอย่าง ทุกทางเลือกที่เราเลือกหรือกำลังจะเลือก มันมีข้อดีข้อเสียนะ ค้างออฟฟิตก็มีข้อดีเช่น ไม่ต้องเดินทาง เวลามีงานด่วนก็ทำได้เลย ประหยัดเงิน ย้อเสียคือ ไม่ได้กับบ้าน ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ฯลฯว่ากันไป เหมือนกับการไม่ค้างออฟฟิตมันก็จะมีข้อดีข้อเสียของมัน เราต้องคิดมาให้หมด แล้วเอามาเปรียบเทียบกัน ว่าจะเลือกอันไหน ถ้าเราเลือกแล้วแล้วมันมีสิ่งที่เกิดขึ้นจากทางที่เราเลือก เราจะได้รุ้ไว้เพราะเราคิดไว้แล้ว จะได้ไม่ต้องมาเสียใจ ก็เราเป็นคนเลือกเอง เราก็ต้องยอมรับผลของมันจริงมั้ย เช่นถ้าไม่ค้างออฟฟติแล้ว เราจะต้องเดินทางไกล &gt; เหนื่อยมาก &gt; ทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม &gt; โดนเจ้านายว่า &gt; โดนลดเงินเดือน มันก็เกิดขึ้นได้ใช่มั้ย ถ้ามันเกิดขึ้นเราก็ต้องเข้าใจว่าเราทำเอง มันเกิดเพราะเราเอง จริงมั้ยคะ</p>
<p>ถ้าเรามองตัวเองแบบแฟร์ๆ เราจะเห็นว่าทุกครั้งที่อำมีความทุกข์เรื่องบุคคล มันเกิดจากการที่เราจะไปเปลี่ยนเค้า อำจะไปเปลี่ยนตุ็ก เราจะเปลี่ยนพ่อ เราจะเปลี่ยนแม่ เราจะเปลี่ยนพี่ ให้เป็นอย่างใจ เป็นคนอย่งที่เราต้องการให้เป็นใช่มั้ย?  แล้วพอเปลี่ยนไม่ได้ หรือ มันไม่เป็นไปอย่างที่ใจเเราหวังใจเราคาดไว้ มันก็ทุกข์ขึ้นมา เราก็เครียดของเราขึ้นมา เราอยากจะให้หิมะตกในฤดูร้อน เราอยากจะให้อาการร้อนในฤดูหนาว มันจะเป็นไปได้มั้ยล่ะ มันขัดธรรมชาติของเค้า&#8230;</p>
<hr /><strong> ถามต่อ&#8230;</strong></p>
<p>1. เรื่องน้องที่ออฟฟิตมาชอบ<br />
เราลองอ่านแล้วก็เห็นจริงตามที่พี่บอกคะ เราทำหน้าที่ของเราแล้ว แต่เรายังจะอยากไปเปลี่ยนเค้าให้เป็นอย่างที่ใจเราต้องการ คิดว่า เออเราบอกไปแล้วนะ เข้าใจเราสิ เลิกชอบเราสิ เป็นน้อง เป็นเพื่อนที่ดีเหมือนเดิมสิ เราอยากให้เค้าเป็นอย่างที่ใจเราอยากให้เป็น แต่เราลืมคิดไปว่าน้องเค้าก็มีความรู้สึกมีการแสดงออกที่ต่างออกไปจากเรา จะให้ทุกคนมาเหมือนเราคงเป็นไปไม่ได้ แล้วการแสดงออกของน้องเค้า มาเกี่ยวเนื่องกับการทำงานด้วย คือ เหมือนพูดอะไร ทำอะไรก็จะต่อต้านไปหมด ทำให้เรา ทำงานด้วยความลำบากใจ เราก็คิดได้แล้วคะ ว่าเราไม่ควรไปว่าน้องเค้า วันนั้น เรายอมรับเลยว่าเราขาดสติจริงๆ โมโห จริงๆ ทำไปด้วยอารมณ์ล้วนๆ ไปว่าน้องเค้าว่าไม่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน เราเองก็ไม่ต่างไปจากเค้าเลยจริงๆ</p>
<p>2. เรื่องที่พี่บอกว่าเราต้องเอามาคิดว่าเราวางตัวถูกมั้ย เพราะเป็นคนที่สองแล้วที่มาชอบ จริงๆ มีเพื่อนรุ่นเดียวกันอีกคนนึงแล้วล่าสุด ก็มีน้องอีกคนมาขอบอีก รวมเป็น 4 คนแล้ว เราลองมามองดูตัวเองว่าเราวางตัวถูกมั้ย อันนี้มองแล้วบอกด้วยความสัจจริง แต่มันก็เป็นในแง่มุมของเรา ถ้าคนอื่นมองก็อาจจะเป็นอีกอย่าง เราก็เป็นปรกติ เฮฮาปาร์ตี้ พูดจาทะลึ่งด้วยซ้ำในบางครั้ง ไม่ได้ดีกับใครเป็นพิเศษ ไม่ได้ไปหวานกับใครเพื่อให้เค้ามาชอบเรา น้องคนล่าสุด เราตบหัว พูดมึงกูบางทีด้วยซ้ำ แต่เราคิดว่าอาจจะเป็นเพราะออฟฟิตมีผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย แล้วเจอกันแทบทุกวันก็คงจะไม่รุ้จะไปชอบใครหรือป่าวเราก็ไม่แน่ใจ ช กับ ญ อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้เค้าคิดไปได้ แต่ทุกคนไม่ได้นอนที่ออฟฟิตเหมือนเรานะ ยกเว้นตุ๊ก แต่ตุ๊กนี้ รู้จักกันมาก่อนที่จะเข้ามาทำที่ออฟฟิตนี้ น่าจะกรณียกเว้นกับการที่อยุ่ออฟฟิตเดียวกัน วันๆไม่ได้เจอใคร ถ้ามีสังคมเพิ่มมากขึ้น มี ผู้หญิงเพิ่ม มากขึ้น เราอาจจะไม่ได้เป็นตัวเลือกของเค้าก็เป็นได้</p>
<p>3. เรื่องระบบการทำงาน เราเห็นด้วยคะว่ามันควรจะมีระบบที่แน่นพอ เราจึงเรียกประชุมไปวันก่อนเรื่องระบบการทำงาน การส่งงาน แต่พอจบจากการประชุมแล้วน้องเค้าไม่ทำตามที่คุยกันในที่ประขุม เลยทำให้เราโมโหว่า ทำไมคุยกันแล้วนะ ทำไมยังไม่เข้าใจ ทำไมยังทำแบบนี้ ตรงนี้ต้องแก้ไขที่ตัวเราด้วย ว่าควรจะทำอย่างไรให้เป็นผู้ใหญ่ในการทำงานกว่านี้</p>
<p>4. เรื่องค้างที่ออฟฟิต สาเหตุหลักๆในการที่เราอยากกลับบ้านในใจเราก็คือ เราอยากพักผ่อนบ้าง รู้สึกว่าร่างกายเราเริ่มจะแย่ลงๆทุกวัน ตอนนี้ หลังก็ปวดจิ๊ดๆ ก้มไม่ได้ เข่าก็ไม่ดี เจ็บจิ๊ดๆ ไปหมดเราคิดว่าเพราะเรานั่งทำงานอย่างเดียวไม่ได้เดินไม่ได้ออกกำลังกาย เราก็คิดว่า ถ้าเรายังอยู่ที่ทำงาน เราก็ต้องทำงานในขณะที่คนอื่นเค้ากลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวแล้ว อยากมีเวลาส่วนตัว อยากดูทีวี อ่านหนังสือ ทำไรต่างๆที่อยากทำบ้าง เรามองว่าทุกวันนี้เราทำงานหนักเกินไป ถามว่า ถ้านอนที่ออฟฟิต เราสามารถ เลิกงานเหมือนคนอื่นได้ไหม ขึ้นไปบนห้องอ่านหนังสือดูทีวีได้ไหม มันก็ทำได้นะ แต่ไม่เสมอไป อย่างเมื่อคืน เราเข้าห้องแล้วอ่านหนังสือดูทีวีอยู่ ก็มีคนมาเรียกไปดูงาน ไปคิดเรื่องงานอีก จาก สี่ทุ่มกว่า ถึงห้าทุ่มกว่า เราก็คิดว่า ถ้าเรากลับบ้านก็คงได้นอนไปแล้วนะเนี้ย แต่ข้อดีของการค้างที่นี่มันก็มีอยู่เราไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง ไม่เปลืองค่ารถ แต่เราลองแบบนี้มาเป็นปีแล้ว แล้วมันไม่ happy เลยอยากลองเปลี่ยนดูบ้าง ลองดูสิ มันจะดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าแย่กว่าการค้างที่ออฟฟิต ก็กลับมานอนที่ออฟฟิตเหมือนเดิมก็ได้ จะได้รู้ด้วยตัวเองไปเลยว่าอย่างไหนที่เรารับได้กว่า ส่วนสาเหตุที่ว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนร่วมงานดีขึ้น เราไม่ได้คิดตรงนี้ แต่พอพี่พูดมา เรามาลองคิดดูมันก็อาจจะดีก็ได้ ห่างๆกันบ้าง เลิกงานต่างแยกย้ายกลับบ้าน อาจจะทำให้พวกเค้าได้มีเวลาได้คิด ได้ไตร่ตรองความรู้สึกของตัวเองก็ได้<br />
ขอบคุณมากนะคะ สำหรับคำแนะนำที่ดี ทำให้เราได้เห็นตัวเองในอีกมุมนึง จะพยายามแก้ปัญหาทั้งหมดที่คุยกันมานี้ให้ได้คะ แล้วจะเอาปัญหามาให้พี่ปวดหัวใหม่เน้ออออ ^_^</p>
<hr />
<strong>ตอบต่อ</strong></p>
<p>เอาล่ะจะขอออกความเห็นนิดหน่อยใจแต่ละข้อเพื่อเราจะได้ไปคิดต่อได้<br />
1. เรื่องน้องที่ออฟฟิตมาชอบ พอเราวางใจได้ถูกต้องแล้ว รู้หน้าที่ของเราแล้ว ลองขยายมันออกไปอีก เราเคยโกรธใครอีก เพราะเราวางตัวผิด เราทำหน้าที่เกิน มีมั้ย โกรธพ่อ สงสารแม่ น้อยใจพี่ น้องในเพื่อนสนิท ฯลฯ มีบ้างมัย เป็นเเพราะเราเองมีมัย เอาไปคิดตรงนี้</p>
<p>2. อย่างที่เคยบอกว่าเราไม่ได้มีเจตนาหรือคิดอะไรเกินเพื่อนแต่ถ้าเค้าคิดกะเรามากกว่าเพื่อนเราก็จะต้องปรับอยู่ดี มันเป็นเรื่องของความเหมาะสม เรื่องทุกๆเรื่องมันมีสองส่วน เหมือนต้นไม่ มีรากไม้ซึ่่งไม่มีใครมองเห็นนอกจากเรา อีกส่วนคือต้นไม้กับใบไม่้ ตรงนี้คนอื่นเห็นเราต้องปรับ เหมือนกันกับเรื่องที่มีคนมาชอบเรา ในใจเราไม่ได้คิดอะไรเลย ก็เหมือนรากไม้ที่มันดีสมบูรณ์ดี คราวนี้เราต้องมาตัดแต่งใบกับกิ่งนิดหน่อย ถ้าใบกับกิ่งมันกระทบคนอื่นเราก็ตัดแต่งมัน ปรับมัน การเฮฮาปารตี้อาจจะไม่เหมาะ หรือการสนิทเกินไปหรืออะไรก็ตามอาจจะไม่เหมาะ อันนี้ไม่มีใครรู้ต้องลองค่อยๆปรับกันไปว่ากันไป ระวังกันไป</p>
<p>3.อันนี้เอาไปคิดต่อนะ เราบอกว่าเราโมโหเพราะน้องเค้าไม่ทำตามที่คุยกันเหมือนในที่ประชุม โมโหว่าคุยกันแล้วทำไมไม่เข้าใจ อันนี้คิดต่อได้เลย ว่าจริงเหรอ เราโมโหเค้าเพราะเรื่องนี้จริงเหรอ ถ้าเราพูดนอกที่ประชุมแล้วเค้าไม่ทำตาม เราจะโกรธมั้ย ถ้าเราพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานแล้วเค้าไม่ทำตามเราจะโกรธมั้ย ถ้าเราแค่แนะนำอะไรที่เราคิดว่าดีแต่เค้าไม่ทำตาม เราจะโกรธมั้ย ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่น้องคนนั้น เราจะโกรธมั้ย แล้วการที่น้องไม่ทำตามแม้เราจะพูดในที่ประชุมแล้วนั้น ผลเสียมันจะเกิดที่ใคร ที่เราหรือที่เค้า คิดออกมาให้ดีว่า เราโกรธเค้าเพราะอะไร เพราะเค้าไม่เป็นผู้ใหญ่ หรือเพราะเรากลัวเสียหน้า ฯลฯ ลองคิดหลายๆมุม แล้วกลับมาเล่าให้พี่ฟังอีก</p>
<p>4.เรื่องค้างที่ออฟฟิตนี้ดีมาก ถ้าผลเสียผลดี มันสามารถลองให้เห็นจริงได้ก็ลองไปเลย อันนี้เห็นด้วยครับ</p>
<hr />
<strong>ถามอีก</strong></p>
<p>ที่เราคุยกันวันนั้นเราก็สบายใจขึ้นเยอะเลย เราเข้าใจและจะพยายามทำให้ดีที่สุด อย่างที่พี่บอก มันเป็นมานาน แต่พอคุยกับพี่ที ก็คิดไปในทางที่ถูกที่ควรที เหมือนอย่างคราวก่อนโน้นที่คุยกันเรื่องนี้ เราก็คิดว่าตัวเองจะทำได้แล้ว แล้วพอเวลาผ่านไปก็กลับมาคิดเหมือนเดิมอีก คงต้องคอยเตือนสติตัวเองเรื่อยๆ เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราทำจะทำอนาคตให้มันดีขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>1 เรื่องที่เราวางตัวผิด ลองมานึกๆดูแล้วมีอยู่อีกหลายเรื่องเหมือนกัน โกรธแทนคนโน้น คนนี่ ทำเกินหน้าที่ไปหลายเรื่องคงต้องค่อยๆปรับตัวเอง ค่อยๆแก้ไป</p>
<p>2 เรื่องการวางตัวของเรากับน้องที่ออฟฟิตหรือคนที่ออฟฟิต รากไม้ คือสิ่งที่อยู่ในใจเรา คงไม่มีใครสามารถมาเห็นมารับรู้ตรงนั้นได้ ส่วนการแสดงออกก็เหมือนกับกิ่งก้านใบของต้นไม้ มาถึงตรงนี้เราก็ยังยืนยันว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะทำให้คนอื่นมารักมาชอบ เราเป็นของเราปรกติ กิ่งก้านมันเติบโตของมันไปอย่างธรรมชาติ แต่ถ้า ต้นไม้ที่แตกกิ่งไปอย่างธรรมชาติมันไปทิ่มแทงคนอื่น ทำให้คนอื่นเดือดเนื้อร้อนใจ ก็คงต้องตัดแต่งให้มันเป็นระเบียบคะ ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีความสุขเลยคะ บรรยากาศในออฟฟิตมันเปลี่ยนไป หมายถึงในมุมมองของเรานะคะ เพราะทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม ความเป็นเพื่อนมันไม่เหมือนก่อน แต่ก่อนมีแต่เสียงหัวเราะ ตอนนี้เราแทบไม่ได้คุยกับคนที่เค้ามาชอบเราเลย ก็มีคุยเรื่องงาน กับถ้าคุยกันเป็นกลุ่มหลายคน ทำตัวไม่ถูกพูดเยอะไปกลัวไปทำให้เค้าคิด ไม่พูดเลยก็ผิดปรกติ อยากให้เป็นเหมือนแต่ก่อนไม่ต้องคิดอะไร มีแต่เสียงหัวเราะ ทุกวันนี้ ตุ๊กก็หลบหน้า น้องคนที่มีเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวต่างคนต่างก็ไม่มีไรจะพูดกัน ส่วนเพื่อนรุ่นเดียวกันเค้าก็ทำตัวไม่เหมือนเดิมบางทีชอบพูดเหมือนหมาหยอกไก่เราก็อึดอัดเลยตีตัวออกห่าง น้องอีกคนก็ค่อยยังชั่วเค้าก็พยายามจะทำตัวให้ปรกติแต่ก็มีมาหยอดๆบ้างตอนอยู่ในครัวสองคน ก็หวังว่าอะไรๆมันคงดีขึ้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป</p>
<p>3 เรื่องที่ให้เราเอาไปคิดต่อ เราลองมาคิดว่าทำไมเราโกรธน้องเค้า อยากแรกเลยที่เรานึกขึ้นมาได้ ประเด็นหลักและสาเหตุในการที่เราเรียกประชุมมันมาจากน้องเค้า เพราะเราเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วเราคิดว่ามันเริ่มไม่ดีแล้ว อย่างที่เคยบอกเราคิดว่ามันงี่เง่าไม่โต เราเลยเรียกประชุม เพื่อจะเค้าคิดได้ว่าเค้าไม่ควรทำแบบนี้ แต่เราไม่ได้เจาะจงหรือพูดชื่อเค้าในที่ประชุมนะแล้วก็ไม่ได้พูดเรื่องระบบงานอย่างเดียวพูดเรื่องแผนงานของโปรเจคหน้าด้วย แล้วทีนี้น้องเค้าทำตัวแบบนั้นอีกหลังจากที่ประชุมไปแล้ว ซึ่งในที่ประชุม เราค่อนข้างย้ำ และซีเรียสอยู่เหมือนกัน ลองมามองตัวเองคือเราไม่ถูกใจ ที่เราบอกไม่ชอบน้องเค้า แล้วเค้าทำตัวหลบเลี่ยงเรา ต่อต้านเรา ไม่เห็นหัวเรา ไม่คุยงานกับเรา ตรงนี้ทำให้เราไม่พอใจ เราเลยโกรธ ส่วนเรื่องเสียหน้าอารมณ์ตอนนั้นไม่ใช่อารมณ์เสียหน้า เป็นอารมณ์การแสดงออกของเค้า ที่ไม่ถูกใจเรามากกว่า ซึ่งถ้ามาคิดอีกที เราจะบอกกับเค้าดีดีก็ได้ ว่าส่งงานกับพี่นะแล้วถ้าโอเคพี่จะให้ design เค้าดูอีกที เพราะถ้าไปคุยกันเองแล้วพี่ไม่รู้เรื่องพี่ก็ทำงานไม่ได้นะ สรุปว่าที่โกรธเพราะเค้าทำไม่ถูกใจเรา แล้วถ้าคิดว่า ถ้าเป็นคนอื่นหละที่ทำแบบนี้เราจะโกรธไหม เราคิดว่าตอนนั้นเราก็คงจะโกรธเหมือนกันถ้าเค้าเป็นคนที่มาชอบเราแล้วเราไม่ชอบตอบแล้วทำตัวงี่เง่า คือเราคิดว่าการที่เค้าทำแบบนี้มันต่อต้านเราเลยไม่พอใจ แต่ถ้าเป็นคนอื่นทั่วไป ที่ไม่ได้มาชอบไม่เคยมีเหตุการณ์ไรแล้วไม่ทำตามที่ประชุมเราก็คงบอกเค้าตามปรกติคงไม่โกรธอาจจะถามว่าทำไมไม่ทำอย่างที่ประชุมละ มันคงมีเหตุผลไรต่างๆนานา ซึ่งไม่เกี่ยวกับการต่อต้าน หรือทำประชดอะไรเรา แต่ตอนนี้คิดได้แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกคงไม่โมโห จะพยายามแก้ปัญหาด้วยเหตุผลให้มากที่สุด</p>
<p>4 เรื่องกลับมานอนบ้าน ลองไปกลับมาสองวัน เหนื่อยเหมือนกันนะ ห้าทุ่มนี้ก็ตาจะปิดแล้ว แต่ก็ดีนะกลับมาเจอพี่ เจอแม่ มันก็โอเคกว่าอยู่ออฟฟิตอาจจะต้องนั่งทำงานหรือไม่ก็อยู่ในห้องคนเดียว หรือไม่ก็นั่งหน้าคอมเล่นเนท ก็ลองดู ได้เดินได้ขยับตัวบ้างก็ดีคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=180</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3 สาเหตุหลักในการหยุดทำทาน&#8230;</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=177</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=177#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 00:41:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=177</guid>
		<description><![CDATA[การทำทานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นการสะสมบารมี เป็นการสวนกระแส เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เราเอาประโยชน์เข้าตัว การให้ถือเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจจะมีสาเหตุหลักๆสามประการที่ทำให้เราหยุดทำทาน ผิดหวังในตัวองค์กร เราทำผิดต่อองค์กรนั้นแล้วไม่กล้ากลับไปอีก ได้ยินมาว่าองค์กรนั้นๆไม่ดีบุคคลเหล่านั้นไม่ดี ผิดหวังในตัวองค์กร อันนี้รวมถึงบุคคลด้วย เช่นเราคิดว่าเราทำทานกับวัดๆนี้ เพราะเป็นวัดที่ดีเป็นวัดที่ปฏิบัติเหมาะสม ต่อมาเราไปเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสม วัดนี้ไม่ความทำอย่างนี้เป็นต้น ทำให้เราเสื่อมศรัทธาที่จะทำทานกับทีนี่ต่อไป วิธีการแก้คือเราลองใช้ปัญญาพิจาณาตามความจริง ว่าสิ่งที่เราเห็นมันจะเป็นอย่างที่เราเห็นแน่เหรอ หรือการที่วัดนั้นทำเช่นนั้นอาจจะมีเหตุผลที่เราไม่รู้ อันนี้ต้อ้งใช้ปัญญาศึกษาความเป็นจริงก่อนที่จะตัดสินใจ เราทำผิด บางครั้งเราทำผิดบรรทัดฐานหรือกฏขององค์กรเหล่านั้น แล้วเราเกิดความอายไม่อยากที่จะกลับไปเสนอหน้าอีก เลยเสียโอกาสในการทำทานไป เสียโอกาสดีๆจากเจตนาที่ดีเพราะความผิดพลาดของตัวเอง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>การทำทานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นการสะสมบารมี เป็นการสวนกระแส เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เราเอาประโยชน์เข้าตัว การให้ถือเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจจะมีสาเหตุหลักๆสามประการที่ทำให้เราหยุดทำทาน</p>
<ol>
<li>ผิดหวังในตัวองค์กร</li>
<li>เราทำผิดต่อองค์กรนั้นแล้วไม่กล้ากลับไปอีก</li>
<li>ได้ยินมาว่าองค์กรนั้นๆไม่ดีบุคคลเหล่านั้นไม่ดี</li>
</ol>
<p><span id="more-177"></span><strong>ผิดหวังในตัวองค์กร</strong><br />
อันนี้รวมถึงบุคคลด้วย เช่นเราคิดว่าเราทำทานกับวัดๆนี้ เพราะเป็นวัดที่ดีเป็นวัดที่ปฏิบัติเหมาะสม ต่อมาเราไปเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสม วัดนี้ไม่ความทำอย่างนี้เป็นต้น ทำให้เราเสื่อมศรัทธาที่จะทำทานกับทีนี่ต่อไป วิธีการแก้คือเราลองใช้ปัญญาพิจาณาตามความจริง ว่าสิ่งที่เราเห็นมันจะเป็นอย่างที่เราเห็นแน่เหรอ หรือการที่วัดนั้นทำเช่นนั้นอาจจะมีเหตุผลที่เราไม่รู้ อันนี้ต้อ้งใช้ปัญญาศึกษาความเป็นจริงก่อนที่จะตัดสินใจ</p>
<p><strong>เราทำผิด</strong><br />
บางครั้งเราทำผิดบรรทัดฐานหรือกฏขององค์กรเหล่านั้น แล้วเราเกิดความอายไม่อยากที่จะกลับไปเสนอหน้าอีก เลยเสียโอกาสในการทำทานไป เสียโอกาสดีๆจากเจตนาที่ดีเพราะความผิดพลาดของตัวเอง ส่ิงทีควรทำคือการให้อภัยตัวเอง ยอมรับว่าทุกคนก็พลาดได้พลั้งได้ มีพระวัดป่าวัดหนึ่งทำผิดกฏค่อนข้างรุนแรงของวัด เจ้าอาวาสเลยไล่ออกจากวัด พระรูปนั้นก็ออกแต่วันรุ่งขึ้นท่านกลับมาใหม่ มาบอกเจ้าอาวาสว่าเมื่อวานพระรุปนั้นที่ทำตัวไม่ดีได้ตายไปแล้ว วันนี้เป็นพระองค์ใหม่ ขอโอกาสใหม่มาเร่ิมต้นใหม่ ท่านเจ้าอาวาสก็อนุญาติให้กลับเข้าวัดแต่โดยดี</p>
<p><strong>ได้ยินมาว่าบุคคลไม่ดี องค์กรไม่ดี</strong><br />
สิ่งที่ดีที่สุดคือเราไม่ควรเชื่ออะไรก็ตามที่พูดๆกันมา เราจะรู้ความจริงเราต้องเข้าไปพิสูจน์ เราจะรู้ว่าคนๆนี้มีศ๊ลหรือเปล่า เราต้องรู้จักเค้า เราต้องเข้าไปใกล้ชิดเค้า เราถึงจะรุ้ได้ดวยตัวเอง เราจึงจะสรุปได้ว่าอันนี้เป็นความจริงนะ อันนี้ไม่จริง เราต้องเชื่อตัวเองไม่ใช่เชื่อเรื่องที่พูดต่อๆกันมา (ตรงกับหลักกาลามสูตร)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=177</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขอโทษ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=173</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=173#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Feb 2011 23:54:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=173</guid>
		<description><![CDATA[เข้าไปถวายเพลที่วัดวันนี้ เอาองุ่นเข้าไปถวายเพราะไม่มีเวลาซื้อกับข้าว หลวงพี่ให้ธรรมะหลังจากถวายเพลเกี่ยวกับเรื่องของการขอโทษ&#8230; วัดแห่งนี้จะมีคำสอนที่แตกต่างกับวัดอื่นๆตรงที่เราจะสอนให้ attack ปัญหา หรือสู้กับปัญญา ไม่ใช่แค่รับรู้ปัญญา เพราะถ้าเรารับรู้ปัญหาเฉยๆ สักวันมันก็จะกลับมาอีก ไม่มีวันจบสิ้นไป ยกตัวอย่างเรื่องนึงซึ่งคนส่วนมากเห็นผิดหรือเข้าใจผิด นั่นก็คือการขอโทษ เราเกือบทุกคนจะถูกสอนว่าถ้าเราทำผิดก็ให้ขอโทษแล้วมันก็จะดีขึ้น หรือมันเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าการขอโทษวิเศษจริงหรือดีจริง ทำไมเราไม่รู้สึกดีทุกครั้งที่เราขอโทษล่ะ เราขอโทษก็เพราะว่าเรารู้สึกผิดกับอะไรสักอย่างที่เราทำ แต่ถ้าเรายังทำสิ่งนั้นอยู่ เราอยังสูบบุหรี่อยู่ เรายังนอกใจสามี หรือ ภรรยาอยู่ เรายังตีเค้าเพราะเราคิดว่าเราถูกอยู่ จะขอโทษกี่คร้งมันก็ไม่มีอะไรเปลียนแปลง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เข้าไปถวายเพลที่วัดวันนี้ เอาองุ่นเข้าไปถวายเพราะไม่มีเวลาซื้อกับข้าว หลวงพี่ให้ธรรมะหลังจากถวายเพลเกี่ยวกับเรื่องของการขอโทษ&#8230; วัดแห่งนี้จะมีคำสอนที่แตกต่างกับวัดอื่นๆตรงที่เราจะสอนให้ attack ปัญหา หรือสู้กับปัญญา ไม่ใช่แค่รับรู้ปัญญา เพราะถ้าเรารับรู้ปัญหาเฉยๆ สักวันมันก็จะกลับมาอีก ไม่มีวันจบสิ้นไป ยกตัวอย่างเรื่องนึงซึ่งคนส่วนมากเห็นผิดหรือเข้าใจผิด นั่นก็คือการขอโทษ</p>
<p><span id="more-173"></span>เราเกือบทุกคนจะถูกสอนว่าถ้าเราทำผิดก็ให้ขอโทษแล้วมันก็จะดีขึ้น หรือมันเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าการขอโทษวิเศษจริงหรือดีจริง ทำไมเราไม่รู้สึกดีทุกครั้งที่เราขอโทษล่ะ เราขอโทษก็เพราะว่าเรารู้สึกผิดกับอะไรสักอย่างที่เราทำ แต่ถ้าเรายังทำสิ่งนั้นอยู่ เราอยังสูบบุหรี่อยู่ เรายังนอกใจสามี หรือ ภรรยาอยู่ เรายังตีเค้าเพราะเราคิดว่าเราถูกอยู่ จะขอโทษกี่คร้งมันก็ไม่มีอะไรเปลียนแปลง อีกอย่างการขอโทษก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นทุกครั้ง เช่นเราเกลี่ยดแม่เพราะแม่ด่าเรามาตลอด จนกระทั่งวันนึงเราเข้าใจแล้วว่าท่านว่าเรา ด่าเราเพราะท่านหวังดี แล้วเรื่องเหล่านั้นมันก็เป็นความจริง เราก็ไปขอโทษแม่ของเราว่าที่ผ่านมาเรากลี่ยดแม่มาตลอด ยี่สิบกว่าปี แต่ตอนนี้ไม่เกลียดแล้ว จะมีแม่คนไหนมั้ยที่อยากจะฟังว่าลุกเกลียดเรามาตลอดเป็นเวลายี่สิบกว่าปี การขอโทษ การพูดออกมาไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้นเลย แต่ถ้าหากเราปลี่ยนที่การกระทำ เราเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำกับแม่ นั่นแหละเป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง แม่เราจะเห็นจริงว่าเราเปลี่ยนไป เราฟังแม่ เราไม่เถียงแม่เหมือนแต่ก่อน&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=173</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การอยู่กับปัจจุบัน VS การคิดพิจารณา</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=73</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=73#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Feb 2011 22:05:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=73</guid>
		<description><![CDATA[เท่าที่ผมรู้มาคำสอนในสายปัญญาแบ่งออกเป็นสองทางใหญ่ๆ (เน้นย้ำว่าเท่าที่รู้มา) คือการอยู่กับปัจจุบันมองเรื่องต่างๆที่อยู่ตรงหน้าแล้วเอามาเป็นอุบายธรรม อีกแบบหนึ่งคือการคิดพิจารณาซึ่งสังเกตุความทุกข์ของตัวเองเมื่อเกิดขึ้นแล้วเอามาพิจารณาว่า ตรงไหนที่เราเห็นผิด ความแตกต่างใน approach หรือวิฮีการทำให้ผมเขวไปพักใหญ่ ฝ่ายอยู่กับปัจจุบันบอกว่าเราต้องทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ถ้าเรามัวแต่เอาเรื่องในอดีตมาคิด มันอาจจะทำให้เราไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่ตรงหน้าได้ดีเท่าที่ควร ประกอบกับเราก็จะจมอยู่กับความทุกข์ เราเอาความทุกข์มาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก็จะทำให้เราติดอยู่กับความทุกข์ตรงนีั้น&#8230; ฟังดูก็มีเหตุผลดี ส่วนสายการพิจารณานั้นก็บอกว่าถ้าเราไม่เอาความทุกข์มาพิจารณาแล้วเรามัวแต่อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า เราไม่ได้กำจัดความเห็นผิดหรือ สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ หรือว่าเรายังไม่ทราบว่าเราเห็นผิดตรงไหน ไม่ช้าความทุกข์ตรงนั้น ความทุกข์ในเรื่องเดิมๆมันก็จะกลับมาหาเราอีก หากเราทราบสาเหตุที่แท้จริง แล้วดับที่เหตุ ความทุกข์ดังกล่าว ความเห็นผิดดังกล่าวก็จะไม่กลับมารบกวนเราอีก&#8230; ฟังดูก็มีเตุผลเช่นกัน&#8230;โชคดีมีโอกาสได้เจอกับกัลยานมิตรคนนึงซึ่งผมนับถือมาก...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เท่าที่ผมรู้มาคำสอนในสายปัญญาแบ่งออกเป็นสองทางใหญ่ๆ (เน้นย้ำว่าเท่าที่รู้มา) คือการอยู่กับปัจจุบันมองเรื่องต่างๆที่อยู่ตรงหน้าแล้วเอามาเป็นอุบายธรรม อีกแบบหนึ่งคือการคิดพิจารณาซึ่งสังเกตุความทุกข์ของตัวเองเมื่อเกิดขึ้นแล้วเอามาพิจารณาว่า ตรงไหนที่เราเห็นผิด ความแตกต่างใน approach หรือวิฮีการทำให้ผมเขวไปพักใหญ่ ฝ่ายอยู่กับปัจจุบันบอกว่าเราต้องทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ถ้าเรามัวแต่เอาเรื่องในอดีตมาคิด มันอาจจะทำให้เราไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่ตรงหน้าได้ดีเท่าที่ควร ประกอบกับเราก็จะจมอยู่กับความทุกข์ เราเอาความทุกข์มาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก็จะทำให้เราติดอยู่กับความทุกข์ตรงนีั้น&#8230; ฟังดูก็มีเหตุผลดี ส่วนสายการพิจารณานั้นก็บอกว่าถ้าเราไม่เอาความทุกข์มาพิจารณาแล้วเรามัวแต่อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า เราไม่ได้กำจัดความเห็นผิดหรือ สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ หรือว่าเรายังไม่ทราบว่าเราเห็นผิดตรงไหน ไม่ช้าความทุกข์ตรงนั้น ความทุกข์ในเรื่องเดิมๆมันก็จะกลับมาหาเราอีก หากเราทราบสาเหตุที่แท้จริง แล้วดับที่เหตุ ความทุกข์ดังกล่าว ความเห็นผิดดังกล่าวก็จะไม่กลับมารบกวนเราอีก&#8230; ฟังดูก็มีเตุผลเช่นกัน&#8230;โชคดีมีโอกาสได้เจอกับกัลยานมิตรคนนึงซึ่งผมนับถือมาก เค้าให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดีมากๆ</p>
<p><span id="more-73"></span>ความเป็นจริงแล้วการพิจารณาอะไรที่เข้าหลักไตรลักษณื (อนิจจัง ทุกขขัง อนัตตา) ก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้น เราทุกคนเดินในเส้นทางนี้ เส้นทางในการปฏิบัติธรรม เหมือนเรากำลังเช็ดโต็ะของตัวเองให้สะอาด ต่างคนต่างเช็ดของตัวเอง เราไม่สามารถมองเห็นโต็ะทั้งตัวได้ แต่เราก็ค่อยๆเช็ดทีละจุดๆ ไป หากเราเอาการปฏิบัติมาทำเหมือนกันสิ่งอื่นๆในโลกนี้ ซึ่งคือการสร้างบรรทัดฐานของเราเองขึ้นมาแล้วเอาไปเปรียบกับคนอื่น ว่าตอนนี้เราถึงไหน เราทำถูกมั้ย เราใช้ได้มั้ย มันจะไม่มีทางวัดได้เลยว่าความก้าวหน้าของเราเป็นอย่างไร เพราะส่วนที่สกปรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วก็ไม่เท่ากัน เราอาจจะทำความสะอาดส่วนที่คนอื่นเค้ากำลังทำเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้ หรือส่วนที่เค้าสะอาดแล้วของเรายังสกปรกอยู่ ประกอบกับธรรมะของแต่ละคนจะเคลื่อนไปเรื่อยๆตามเวลา สิ่งที่เค้าเห็นว่าถูก หรือเหมาะสมกับตัวเค้าในตอนนั้น แล้วเค้าเอามาแชร์ให้เราฟัง อาจจะไม่เหมาะกับเราในเวลานี้ แต่อาจจะเหมาะกับเราในเวลาต่อไปก็เป็นได้ การจะอยู่กับปัจจุบัน หรือ การเอาความเห็นผิดมาพิจารณานั้น อย่าไปมองว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด ให้มองว่าอะไรเป็นประโยชน์กับเราในขณะนี้ก็ทำอันนั้น หรือธรรมะมันไปทางนี้ก็ทำอย่างนั้นไป&#8230;</p>
<p>ส่ิงที่เราต้องการในการปฏิบัติธรรมคือเราต้องการให้ตัวเองพ้นทุกข์ไม่ใช่เหรอ ถ้าหากวิธีใดก็ตามทำให้เราพ้นทุกข์ได้ หรือทั้งสองวิธี ทำไมเราจะต้องเลือกล่ะ หรือทำไมเราจะเอามาผสมกันไม่ได้ล่ะ หรือจริงๆแล้วทั้งสองวิธีมันเป็นเรืองเดียวกันล่ะ มันแตกต่างกันที่มุมมองเท่านั้น เช่านการพิจารณาความเห็นผิด เราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันในความคิดของเราหรอกเหรอ&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=73</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สองหลักสำคัญของการปฏิบัติ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=132</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=132#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Feb 2011 20:46:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=132</guid>
		<description><![CDATA[อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา, พิจารณาปักเที่ยง, วัตถุสมบัติ ฐาติสี่ ฯลฯ ยังไม่ใช่หลักสำคัญของการปฏิบัติ  แม่ชีบอกผมว่าหลักใหญ่สำคัญสองอย่างคือ ประเด็นคืออะไร น้อมเช้าตัว จริงๆ ท่านสอนแค่นี้ แต่จะลองเอามาขยายความเอาเอง การจับประเด็น: การจับประเด็นน่าจะเป็นการหาเหตุให้เจอ เพราะทุกอย่างมาจากเหตุ มันมี เหตุ ปัจจัย แล้วก็ผลของมัน ผลเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ การแก้ไขต้องแก้ที่เหตุ หาเหตุให้เจอ แล้วก็สลายเหตุนั้น...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา, พิจารณาปักเที่ยง, วัตถุสมบัติ ฐาติสี่ ฯลฯ ยังไม่ใช่หลักสำคัญของการปฏิบัติ  แม่ชีบอกผมว่าหลักใหญ่สำคัญสองอย่างคือ</p>
<ol>
<li>ประเด็นคืออะไร</li>
<li>น้อมเช้าตัว</li>
</ol>
<p><span id="more-132"></span></p>
<p>จริงๆ ท่านสอนแค่นี้ แต่จะลองเอามาขยายความเอาเอง<br />
<strong>การจับประเด็น:</strong> การจับประเด็นน่าจะเป็นการหาเหตุให้เจอ เพราะทุกอย่างมาจากเหตุ มันมี เหตุ ปัจจัย แล้วก็ผลของมัน ผลเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ การแก้ไขต้องแก้ที่เหตุ หาเหตุให้เจอ แล้วก็สลายเหตุนั้น ด้วยวิธีต่างๆ เช่นการใช้ ทุกข์ โทษ ภัย, การหาว่าเราปักเที่ยงตรงไหน, การพิจารณาวัตถุสมบัติ ให้ลงฐาตุสี่ เป็นต้น ถ้าหาเหตุเจอ แล้วสลายเหตุได้ ความทุกข์ที่เกิดจากตรงนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่ถ้าเราไปแก้ที่ปัจจัย เมื่อเจอปัจจัยอันใหม่ที่รวมกับเกตเหตุเดิม มันก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นได้อีก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราแพ้ขนหมา เวลาไปที่ๆ มีหมา หรือ เลี้ยงหมาก็จะเกิดอาการแพ้  ผลของเรื่องนี้คือ การแพ้ขนหมา ปัจจัยคือ สถาณที่ที่มีหมา หรือ สถาณที่ๆ เลี้ยงหมา ส่วนเหตุ ก็คือตัวเราซึ่งมีภูมิแพ้อยู่ การแก้ปัญญาทีปัจจัย เช่น การไม่ไปที่ๆ มีหมา หรือ การไปบอกเพื่อนเวลาจะไปบ้านค้าว่าให้เอาหมาไปเก็บก่อน การแก้แบบนี้ เราก็จะต้องตามแก้กันตลอดไป เมื่อมีเหตุใหม่เกิดขึ้นมา ส่ิงที่ควรแก้คือ เหตุ ซึ่งก็คือตัวเรา ที่เป็นภูมิแพ้ ถ้าเราไปหาหมอ ดูว่าเราแพ้อะไร แพ้ตัวไหน แล้วก็รักษา กินยากให้เรียบร้อย ก็จะเป็นการดับเหตุอย่างแท้จริง ไปที่ไหนที่มีหมา หรือเลี้ยงหมา เราก็จะไม่แพ้อีก เป็นต้น</p>
<p>การน้อมเข้าตัว: การน้อมเข้าตัวเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากถ้าเราไม่น้อมเข้าตัว เราจะไม่สามารถแก้ปัญญาที่แท้จริงได้เลย เพราะทุกครั้งที่เราเกิดควาาทุกข์ มันก็เกิดจากตัวเราเอง เวลาคิดพิจารณาจะต้องน้อมเข้าหาตัวเอง จับประเด็นแล้วน้อมเข้าหาตัวเอง เช่นในตัวอย่างเดียวกัน หากเราไม่น้อมเข้าตัว เราอาจจะคิดว่า หมาเป็นเหตุให้เราแพ้ บ้านที่มีหมาเป็นปัจจัย แล้วผลคืออาการภูมิแพ้เป็นต้น &#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=132</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิจารณาวัตถุสมบัติ (เพื่อนไม่ชวนกินข้าว2)</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=134</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=134#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Feb 2011 18:35:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=134</guid>
		<description><![CDATA[ถามหลวงพี่ว่าแต่ละวันในการปฏิบัติเราควรจะทำอะไรมากน้อยแค่ไหนกันแน่ ในสัดส่วนของ การน้อมเข้าตัว หรือเวลามีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สกต่างๆ หรือพิจารณาวัตถุสมบัติ หลวงพี่ตอบกลับมาได้ดีมากว่าจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทุกๆอย่าง ทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นมีวัตถุสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น&#8230; ไม่เข้าใจ เลยยกเรื่องเพื่อนไม่ชวนกินข้าว เอามาถามหลวงพี่LP: เอ้าแล้ววัตถุสมบัติในเรื่องนี้คืออะไรล่ะ Me: อาหารกลางวันครับ LP: นั่นสิ อาหารกลางวันมันเที่ยงมั้ย มันเป็นอะไร Me: ไม่เที่ยง มันเป็นส่วนผสมของหลายๆอย่างมารวมกัน ข้าว ไก่ ผัก ที่แปลสภาพ...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ถามหลวงพี่ว่าแต่ละวันในการปฏิบัติเราควรจะทำอะไรมากน้อยแค่ไหนกันแน่ ในสัดส่วนของ การน้อมเข้าตัว หรือเวลามีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สกต่างๆ หรือพิจารณาวัตถุสมบัติ หลวงพี่ตอบกลับมาได้ดีมากว่าจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทุกๆอย่าง ทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นมีวัตถุสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น&#8230; ไม่เข้าใจ เลยยกเรื่อง<a href="http://7monthsproject.com/?p=137">เพื่อนไม่ชวนกินข้าว</a> เอามาถามหลวงพี่<span id="more-134"></span>LP: เอ้าแล้ววัตถุสมบัติในเรื่องนี้คืออะไรล่ะ<br />
Me: อาหารกลางวันครับ<br />
LP: นั่นสิ อาหารกลางวันมันเที่ยงมั้ย มันเป็นอะไร<br />
Me: ไม่เที่ยง มันเป็นส่วนผสมของหลายๆอย่างมารวมกัน ข้าว ไก่ ผัก ที่แปลสภาพ เป็นข้าวกลางวัน แล้วก็จะ เปลี่ยนสภาพเป็น อาหารที่ถูกย่อย กลายเป็น อึ กลายเป็นฐาตุดิน กลับคืนโลก<br />
LP: แล้วเราเอา สิ่งไม่เที่ยงยอ่างนี้ ไม่แน่อย่างนี้ เปลี่ยนสภาพอย่างนี้ มาวัดมิตรภาพ หรือ ความรัก ระหว่างเพื่อนกับเรางั้นเหรอ&#8230; นี่แหละที่ LP บอกว่าทุกอย่างทุกเรื่องมีวัตถุสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ หลังจากที่เราหาเหตุเจอ สลายเหตุแล้วก็พิสจารณาวัตถุสมบัติต่อได้เลย&#8230;</p>
<p>หลักการพิจารณาวัตถุสมบัติ</p>
<ol>
<li>วัตถุสมบัตินี้มาจากไหน</li>
<li>เราต้องดูแลรักษาอย่างไรบ้าง</li>
<li>เราจากมันไปอย่างไร มันจากเราไปอย่างไร</li>
<li>ฟังชั่นของวัตถุสมบัติ ว่ามันเหมือนกับเราอย่างไร</li>
<li>เราจะควบคุมมันได้นานแค่ไหน ครอบครองได้นานแค่ไหน</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=134</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพื่อนไม่ชวนกินข้าว</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=137</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=137#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Jan 2011 21:10:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=137</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ประชุมเสร็จตอนสิบเอ็ดโมง นั่งใส่หูฟังทำงานคนเดียวจนถึงเที่ยง เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเพื่อนๆ ออกไปทานข้าวกันหมด ไม่ได้ชวนเรา ดีนะที่มีข้าวกลางวันมากิน นึกแล้วก็น้อยใจ เสียใจว่าเพื่อนไม่ชวนกินข้าวเหมือนเมื่อก่อน&#8230; เสร็จแล้วก็หยุดคิดขึ้นมาได้เอ๋ เราปักเที่ยงตรงไหน&#8230; เราคิดว่าการที่เพื่อนไม่ชวนกินข้าวแสดงว่าเพื่อนไม่รัก เอามาพิจารณาดู ประโยค (ความเห็นนี้) นี้ปักเที่ยงทำให้เกิดทุกข์ ก็เลยเอามาวิเคราะห์ได้ดังนี้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้ เพื่อนชวนกินข้าวแสดงว่ารัก เพื่อนชวนกินข้าวแต่ว่าไม่รัก เพื่อนไม่ชวนกินข้าวแต่รัก เพื่อนไม่ชวนกินข้าวแสดงว่าไม่รัก ที่ทุกข์เพราะไปปักเที่ยงข้อ 1 กับ 4...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ประชุมเสร็จตอนสิบเอ็ดโมง นั่งใส่หูฟังทำงานคนเดียวจนถึงเที่ยง เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเพื่อนๆ ออกไปทานข้าวกันหมด ไม่ได้ชวนเรา ดีนะที่มีข้าวกลางวันมากิน นึกแล้วก็น้อยใจ เสียใจว่าเพื่อนไม่ชวนกินข้าวเหมือนเมื่อก่อน&#8230; <span id="more-137"></span>เสร็จแล้วก็หยุดคิดขึ้นมาได้เอ๋ เราปักเที่ยงตรงไหน&#8230;</p>
<p><strong>เราคิดว่าการที่เพื่อนไม่ชวนกินข้าวแสดงว่าเพื่อนไม่รัก</strong></p>
<p>เอามาพิจารณาดู ประโยค (ความเห็นนี้) นี้ปักเที่ยงทำให้เกิดทุกข์ ก็เลยเอามาวิเคราะห์ได้ดังนี้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้</p>
<ol>
<li>เพื่อนชวนกินข้าวแสดงว่ารัก</li>
<li>เพื่อนชวนกินข้าวแต่ว่าไม่รัก</li>
<li>เพื่อนไม่ชวนกินข้าวแต่รัก</li>
<li>เพื่อนไม่ชวนกินข้าวแสดงว่าไม่รัก</li>
</ol>
<p>ที่ทุกข์เพราะไปปักเที่ยงข้อ 1 กับ 4 เพราะมีหลักฐานกันอยู่เห็นๆ แต่มาพิจารณาข้้อสองกับสาม เพื่อนชวนกินข้าวแต่ไม่ได้รักมีมั้ย หันมามองตัวเองก็มีนะ เรามีความจำเป็นต้องชวนคนนั้นคนนี้ตามมารขาท ทั้งๆที่ไม่อยากจะชวน หรือไม่อยากให้เค้าไปด้วย เค้าเป็นคนที่เราไม่ชอบแต่เราไม่อยากให้เค้ารู้ หรือไม่อยากให้เค้ารู้สึกไม่ดีเลยจำเป็นต้องชวนไปกินด้วยก็มี&#8230; เพื่อนไม่ชวนแต่รักมีมั้ย&#8230;ก็มีนะ เราเองแคร์เพื่อนคนนี้แต่รู้ว่าเค้าไม่ชอบคนอีกคนที่จะไปด้วย หรือรู้ว่าอาหารที่จะไปกินไม่ถูกปากเค้า หรือรู้อยู่แล้วว่าวันนี้เค้าไปไม่ได้ หรือมีข้าวกลางวันแล้วก็มี เลยไม่ได้ชวนเพราะเห็นว่าถ้าไม่ชวนจะมีความสุขกว่า ฯลฯ</p>
<p>สรุปแสดงว่า การที่เพื่อนจะชวนหรือไม่ชวนทานข้าว บอกไม่ได้เลยว่าเพื่อนจะรักหรือไม่รักเรา สองเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกันเสมอไป หากไปกังวลเสียใจเหมือนกันการลงทุนแบบ ห้าสิบ ห้าสิบ มันจะคุ้มมั้ยที่จะต้องมาเสียใจเรื่องนี้ แล้วอีกอย่างตัวเราเองก็ทำเช่นกัน เราทำทั้งสี่ข้อไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะบอกได้ยังไงว่ามันจะลงข้อไหน&#8230; เราจะเอาเรื่องชวนหรือไม่ชวนกินข้าวมาเป็นตัววัดความสำพันธ์ของเรากับเพื่อนเหรอ หรือในเรื่องที่คล้ายกัน เช่น การชวนไปเที่ยว หรือ การชวนไปทำอย่างอื่นก็ตาม มันก็เช่นกัน&#8230; คิดได้ก็สบายใจขึ้น ความเห็นผิดเรื่องนี้ก็เบาบางลง&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=137</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้วยกับฟักทองอบ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=76</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=76#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Jan 2011 17:45:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=76</guid>
		<description><![CDATA[ได้มีโอกาสนั่งคุยกันแม่ชีท่านหนึ่งกับ ญาติธรรมอีกสองท่าน เป็นการสนทนาแบบสบายๆ แม่ชีรูปนี้เป็นอาจารย์กรรมฐานที่ผมนับถือที่สุดท่านนึง เป็นคนเปิดประตูของการปฏิบัติแบบแนวปัญญา เป็นคนชี้ให้เห็นอีกมุมมองของพุทธศาสนา&#8230; ท่านกำลังจะเดินทางไกล ผมมีโอกาสเลยเข้าไปแวะเยื่ยมและล่ำลา ทุกครั้งแม่ชีจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป ท่านจะถามทุกข์สุขเพียงเล็กน้อยแล้วก็เริ่มสอนธรรมทันที ระหว่างที่ท่านกำลังพูด ญาติธรรมก็เอากล้วยอบกับฟักทองอบมาให้ทานเป็นของทานเล่น หยิบกินแล้วอร่อยดีก็ขยับปากจะถามญาติธรรมท่านนั้นว่าไปซื้อมาจากไหน หรือทำยังไง เพราะท่านเป็นเจ้าของบ้าน แต่แล้วใจก็ฉุดคิดขึ้นมา&#8230;เอ๋&#8230; มันอาจจะไม่ได้มาจากท่านก็ได้นี่นา แม่ชีอาจจะเป็นคนทำก็ได้ อาหารที่มาวางตรงหน้า ที่วางอยู่บนโต็ะบ้านเค้า บนจานบ้านเค้า ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นของท่านก็ได้ แม่ชีอาจจะเป็นคนทำก็ได้ หรืออาจจะซื้อมาก็ได้&#8230; มันมีโอกาสที่จะเป็นไปได้อีกหลายอย่าง...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ได้มีโอกาสนั่งคุยกันแม่ชีท่านหนึ่งกับ ญาติธรรมอีกสองท่าน เป็นการสนทนาแบบสบายๆ แม่ชีรูปนี้เป็นอาจารย์กรรมฐานที่ผมนับถือที่สุดท่านนึง เป็นคนเปิดประตูของการปฏิบัติแบบแนวปัญญา เป็นคนชี้ให้เห็นอีกมุมมองของพุทธศาสนา&#8230; ท่านกำลังจะเดินทางไกล ผมมีโอกาสเลยเข้าไปแวะเยื่ยมและล่ำลา ทุกครั้งแม่ชีจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป ท่านจะถามทุกข์สุขเพียงเล็กน้อยแล้วก็เริ่มสอนธรรมทันที ระหว่างที่ท่านกำลังพูด ญาติธรรมก็เอากล้วยอบกับฟักทองอบมาให้ทานเป็นของทานเล่น หยิบกินแล้วอร่อยดีก็ขยับปากจะถามญาติธรรมท่านนั้นว่าไปซื้อมาจากไหน หรือทำยังไง เพราะท่านเป็นเจ้าของบ้าน แต่แล้วใจก็ฉุดคิดขึ้นมา&#8230;<span id="more-76"></span>เอ๋&#8230; มันอาจจะไม่ได้มาจากท่านก็ได้นี่นา แม่ชีอาจจะเป็นคนทำก็ได้ อาหารที่มาวางตรงหน้า ที่วางอยู่บนโต็ะบ้านเค้า บนจานบ้านเค้า ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นของท่านก็ได้ แม่ชีอาจจะเป็นคนทำก็ได้ หรืออาจจะซื้อมาก็ได้&#8230; มันมีโอกาสที่จะเป็นไปได้อีกหลายอย่าง ดังนั้นส่ิงที่เราเห็นอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ผมเร่ิมคิดย้อนถึงสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ว่าอะไรบ้างที่เห็นแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แล้วก็ปรากฏความจริงทีน่ากลัวคือ ส่วนมากสิ่งที่เราเห็นมันมักจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดหรอก&#8230;</p>
<p>ดีใจเรีบเล่าเรื่องนี้ให้แม่ชีกับญาติธรรมฟังตรงนั้นเลย&#8230; (มาเห็นภายหลังว่าตรงนี้เป็นอัตตา เราต้องการโชว์ให้แม่ชี กับญาติธรรมสองคนเห็นว่าเราคิดได้&#8230; ไม่ได้คิดจะแชร์ธรรมะ แต่ต้องการจะอวดรุ้&#8230; น่าเกลี่ยดดีแท้) แม่ชีก็บอกดีแล้ว ตอนนี้ใจมันเห็นอะไรแล้วไม่เชื่อ เริ่มเห็นความไม่เที่ยงซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดี</p>
<p>แล้วแม่ก็ถามญาติธรรมว่าสรุปให้ผมฟังซิว่าความจริงคืออะไร&#8230; ญาตฺิธรรมบอก ความจริงก็คือ ญาติะรรมอบฟักทอง ส่วนแม่ชีอบกล้วย! ไม่เทีี่ยงอีกแล้ว&#8230; คิดว่าของสองอย่างที่อยู่จากเดียวกัน จะต้องมาจากที่เดียวกัน จะต้องทำพร้อมกัน จะต้องซื้อมาพร้อมกัน จะต้องมาจากคนๆ เดียวกัน&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=76</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การสอนวิปัสสนาของอ.ชวยง</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=103</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=103#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 08:10:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=103</guid>
		<description><![CDATA[You can see as a playlist here]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/FHkMSoeWyrY?fs=1&amp;hl=en_US" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/FHkMSoeWyrY?fs=1&amp;hl=en_US" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>You can see as a playlist <a href="http://www.youtube.com/watch?v=FHkMSoeWyrY" target="_self">here</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=103</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มรดกหนึ่งร้อยล้าน: กรรมฐานลืมตา&#8230;</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=68</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=68#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Dec 2010 21:11:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คำสอนครูอาจารย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[เป็นบุญของผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับเจ้าอาวาส ท่านเพึ่งลงเครื่องบินมาแต่ไม่ได้แสดงความเหน็ดเหนื่อยหรือแสดงอาการอยากพักผ่อนแต่อย่างใด ทางตรงข้ามท่านกลับออกมานั่งคุยกับคราวาสที่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ท่านบอกว่าเอาล่ะ วันนี้จะสอนกรรมฐานให้ แต่เป็นกรรมฐานลืมตานะ กรรมฐานหลับตาเรียนมามากแล้ว แต่วันๆ พวกเราลืมตามากกว่าหลับตา ดังนี้วันนี้อาตมาจะสอนกรรมฐานหลับตา เพราะว่ามีโอกาสได้ใช้มันมากกว่า&#8230; ท่านถามผมว่ารู้จักวิธีการใช้ปากหรือยัง ผมบอกว่ายัง ท่านถามผมว่าถ้ามีคนเอาเงินมาให้หนึ่งร้อยล้านแล้วแลกกับปากของผม โดยตัดปากออกไป รวมถึงเจาะท้องให้ด้วยเพราะไม่มีปากกินข้าวแล้ว ท่านถามผมว่าจะยอมหรือไม่ ผมบอกว่าไม่ยอม ท่านถามต่อไปอีกว่า ถ้ามีเครื่องมือชนิดหนึ่งมูลค่า หนึ่งร้อยล้าน เครื่องมือชนิดนี้มีทั้งประโยชน์มหาศาล แล้วก็มีโทษทำให้เราถึงตายได้ ท่านถามว่าผมจะอ่านคู่มือมันมั้ย ผมบอกว่าอ่านแน่นอน อาจจะอ่านหลายรอบด้วยเพราะกลัวพลาด...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นบุญของผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับเจ้าอาวาส ท่านเพึ่งลงเครื่องบินมาแต่ไม่ได้แสดงความเหน็ดเหนื่อยหรือแสดงอาการอยากพักผ่อนแต่อย่างใด ทางตรงข้ามท่านกลับออกมานั่งคุยกับคราวาสที่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ท่านบอกว่าเอาล่ะ วันนี้จะสอนกรรมฐานให้ แต่เป็นกรรมฐานลืมตานะ กรรมฐานหลับตาเรียนมามากแล้ว แต่วันๆ พวกเราลืมตามากกว่าหลับตา ดังนี้วันนี้อาตมาจะสอนกรรมฐานหลับตา เพราะว่ามีโอกาสได้ใช้มันมากกว่า&#8230;</p>
<p><span id="more-68"></span></p>
<p>ท่านถามผมว่ารู้จักวิธีการใช้ปากหรือยัง ผมบอกว่ายัง ท่านถามผมว่าถ้ามีคนเอาเงินมาให้หนึ่งร้อยล้านแล้วแลกกับปากของผม โดยตัดปากออกไป รวมถึงเจาะท้องให้ด้วยเพราะไม่มีปากกินข้าวแล้ว ท่านถามผมว่าจะยอมหรือไม่ ผมบอกว่าไม่ยอม ท่านถามต่อไปอีกว่า ถ้ามีเครื่องมือชนิดหนึ่งมูลค่า หนึ่งร้อยล้าน เครื่องมือชนิดนี้มีทั้งประโยชน์มหาศาล แล้วก็มีโทษทำให้เราถึงตายได้ ท่านถามว่าผมจะอ่านคู่มือมันมั้ย ผมบอกว่าอ่านแน่นอน อาจจะอ่านหลายรอบด้วยเพราะกลัวพลาด ท่านก็บอกว่านั่นไง แล้วผมรู้วิธีใช้ปากหรือยัง เพราะปากมีคุณค่ามากกว่าเงินร้อยล้านอีก&#8230;</p>
<p>วีธีใช้ปากที่ท่านสอนผมมีดังนี้</p>
<ol>
<li>พูดเมื่อพร้อมที่จะพูด</li>
<li>พูดเมื่อคนฟังพร้อมที่จะฟัง</li>
<li>พูดเพื่อให้คนฟังเกิดประโยชน์</li>
<li>พูดในสิ่งที่รุ้จริงๆ อย่าเดา</li>
</ol>
<p>หากทำครบ 4 ข้อนี้ก็เรียกกันว่ายกระดับชีวิตกันอีกระดับเลยทีเดียว&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=68</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ติดที่จอดรถ2</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=71</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=71#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 19:03:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[เป็นเรื่องต่อจาก post ติดที่จอดรถ&#8230; ข้อดีของการได้พูดคุยกับกัลยานมิตร (ในกรณีนี้คือหลวงพี่) หลายๆคนเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ก็ทำให้เห็นอะไรในอีกมุมหนึ่ง หลวงพี่กลับมาจากจำพรรษาที่อื่น ก็พึ่งจะได้มีโอกาสได้นั่งคุยกัน เริ่มจากถามทุกข์สุข แล้วก็เลยไปถึงข้อสงสัยของการปฏิบัติ แล้วก็กลับมาเรื่องที่จอดรถ&#8230; ผมเล่าด้วยความภูมิใจ อยากจะบอกหลวงพี่ว่าคิดถูกแล้ว หลุดแล้ว เล่าซะนาน ท่านก็ยิ้มฟังจนจบ แล้ววท่านก็บอกว่าที่เล่ามาเป็นน้ำหมด ใจความีนิดเดียว คือวัตถุสมบัติที่มี เห็นผิดไปว่า ต้องได้ใช้ ต้องควบคุมได้&#8230; (what&#8230;)...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นเรื่องต่อจาก post <a href="http://7monthsproject.com/?p=1">ติดที่จอดรถ</a>&#8230;</p>
<p>ข้อดีของการได้พูดคุยกับกัลยานมิตร (ในกรณีนี้คือหลวงพี่) หลายๆคนเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ก็ทำให้เห็นอะไรในอีกมุมหนึ่ง หลวงพี่กลับมาจากจำพรรษาที่อื่น ก็พึ่งจะได้มีโอกาสได้นั่งคุยกัน เริ่มจากถามทุกข์สุข แล้วก็เลยไปถึงข้อสงสัยของการปฏิบัติ แล้วก็กลับมาเรื่องที่จอดรถ&#8230;</p>
<p>ผมเล่าด้วยความภูมิใจ อยากจะบอกหลวงพี่ว่าคิดถูกแล้ว หลุดแล้ว เล่าซะนาน ท่านก็ยิ้มฟังจนจบ แล้ววท่านก็บอกว่าที่เล่ามาเป็นน้ำหมด ใจความีนิดเดียว คือวัตถุสมบัติที่มี เห็นผิดไปว่า ต้องได้ใช้ ต้องควบคุมได้&#8230; (what&#8230;) แล้วท่านก็นำคิดดังนี้</p>
<p><span id="more-71"></span>ท่านเคยสอนเรื่องเราปักเที่ยงกับสองมุมมองหลักๆ แต่ลืมไปว่าอีกสองอย่าง&#8230; ความเป็นไปได้สี่อย่างคือ</p>
<ol>
<li>ทรัพย์สมบัติที่เราซ์้อมา เราได้ใช้ เราควบคุมได้</li>
<li>ทรัพย์สมบัติที่เราซ์้อมา เราไม่ได้ใช้ เราควบคุมไม่ได้</li>
<li>ทรัพย์สมบัติที่เราไม่ได้ซื้อมา เราไม่ได้ใช้ เราควบคุมไม่ได้</li>
<li>ทรัพย์สมบัติที่เราไม่ได้ซื้อมา เราได้ใช้ เราควบคุมได้</li>
</ol>
<p>ผมปักเที่ยงตรงข้อ 1 กับ 3 ครับแต่ไม่ได้นึกว่าข้อ 2 กับ  4 ก็มีความเป็นไปได้&#8230;  ได้ข้อเห็นผิดแล้วคราวนี้ลองมาหาหลักฐานสนับสนุน 4 ข้อนี้กัน เอาตัวอย่างง่ายๆ เช่นของที่ซ์้อมาจากซุปเปอร์แล้วกัน&#8230; น้ำส้มกล่องสามารถแยกความเป็นไปได้สี่ข้อดังนี้ครับ</p>
<ol>
<li>ซื้อมาแล้ว ได้ดื่ม หรือเอาไปให้คนอื่นตามที่ตั้งใจ</li>
<li>ซื้อมาแล้ว น้ำส้มเสีย, โดนคนหยิบไปกิน ไม่ว่าจะขโมย โดน recall เพราะน้ำส้มเป็นพิษ หรือ ต้องเอาไปคืนเพราะหมดอายุ</li>
<li>ไม่ได้ซื้อมา แล้วก็ไม่ได้ดื่ม ไม่สามารถเอามาครอบครองได้</li>
<li>ไม่ได้ซื้อมา แต่มีคนเอาน้ำส้มมาให้ ยกให้ทั้งกล่องซึ่งสามารถเอาไปให้คนอื่นได้อีก ฯลฯ</li>
</ol>
<p>หลวงพี่แนะนำให้ยกสัก สี่หรือห้าตัวอย่างเพือให้ใจซือว่ามันเป็นไปได้จริง กับวัตถุสมบัติต่างๆของเรา หลังจากพิจารณาความเป็นไปได้สี่อย่างที่จะเกิดขึ้นกับวัตถุสมบัติของเรแล้ว ก็มาดู<strong> ทุกข์ โทษ ภัย</strong> ที่เกิดขึ้นกับการที่เราปักเที่ยง กับความเป็นไปได้แค่ ข้อ 1 กับ 3&#8230; ในกรณีที่จอดรถ ผมซ์้อมันมา เพราะถือว่ามากับค่าเช้าบ้าน <span style="text-decoration: underline;">เห็นผิดว่าซื้อมาแล้ว ต้องได้ใช้ ต้องควบคุมได้แน่นอน</span> ทุกข์ โทษ ภัย เช่น กลับมาบ้านไม่ได้จอดในที่ๆจอดก็หงุดหงิด แค่เห็น text จากโทรศัพท์ก็โกรธ ถ้าเป็นหนักเข้า ได้ยินเสียงรถ หรือเห็นรถเข้าใกล้ที่จอดก็ชะโงกหน้าดู ไม่ได้หลับได้นอน อาจจะถึงเสียการงาน ฯลฯ ตรงนี้หลวงพี่แนะนำให้คิดแบบ extreme ไปเลยใจจะได้ซื้อว่าความเป็นไปได้ของ ทุกข์ โทษ ภัย จากการเห็นผิดมันมีจริง และสามรถรุนแรงกว่าที่เราคิดได้</p>
<p>คราวนี้หลุดครับ หลุดจริงๆ เค้าจะมาจอดก็ให้เค้าจอดไป เพราะเราเห็นแล้วว่า ทุกข์ โทษ ภัย จากการเห็นผิดในเรื่อง วัตถุสมบัติ มันเป็นยังไง มันน่ากลัวแค่ไหน ของที่เราซื้อมา ก็ไม่จำเป็นจะต้องได้ใช้เสมอไป มีอีกหลายอย่างที่อยู่เหนือกว่า เราที่จะควบคุม ทรัพย์สมบัติ (ที่คิดว่าเป็นของ) เรา อีกมากมาย&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=71</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ติดที่จอดรถ</title>
		<link>http://7monthsproject.com/?p=1</link>
		<comments>http://7monthsproject.com/?p=1#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2010 22:13:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tiki</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเอง เออเอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://7monthsproject.com/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[ความเคยชินกับอะไรก็ตามทำให้ผมเกิดความยึด เกิดนิจจังกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว&#8230; พื้นที่ปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยมที่แสนจะธรรมดาหน้าบ้านเช่าของผม ได้รับการจัดสรรจากเจ้าของบ้านให้เป็นที่จอดรถของผม เค้าเองเห็นว่ามันสะดวก พอจอดรถก็เปิดประตูเข้าบ้านได้เลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบปีที่เช่าที่ตรงนี้ ก็จอดรถตรงนี้มาตลอดไม่เคยมีปัญหา ทุกอย่างกลายเป็นความเคยชิน จนกระทั่งวันนึง ขับรถกลับมาจากที่ทำงาน เห็นรถคันนึงมาจอดที่จอดรถผม มันไม่ใช่รถของเจ้าของบ้าน มันไม่ใช่รถของเพื่อนเรา เป็นรถของคนที่เราไม่รู้จัก&#8230; รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที รู้สึกใจมันขุ่นขึ้นมาทันที&#8230; เอาหล่ะไม่เป็นไร ไหนๆก็จะแวะบ้านเข้าไปเอาหมาออกไปเดินเล่นอยู๋แล้ว ตั้งใจว่าจะจอดแป็ปเดียว พอกลับมาถึงบ้านตอนดึก รถคันนีั้นก็ไม่อยู่แล้ว เลยปล่อยให้มันคาใจ ไม่ได้คิดหาเหตุผลว่าทำไมเราโกรธ ลืมมันไปซะ...]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ความเคยชินกับอะไรก็ตามทำให้ผมเกิดความยึด เกิดนิจจังกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว&#8230;<br />
พื้นที่ปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยมที่แสนจะธรรมดาหน้าบ้านเช่าของผม ได้รับการจัดสรรจากเจ้าของบ้านให้เป็นที่จอดรถของผม เค้าเองเห็นว่ามันสะดวก พอจอดรถก็เปิดประตูเข้าบ้านได้เลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบปีที่เช่าที่ตรงนี้ ก็จอดรถตรงนี้มาตลอดไม่เคยมีปัญหา ทุกอย่างกลายเป็นความเคยชิน</p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2010/10/parkingSpot1.jpg"><img class="size-medium wp-image-57 alignleft" title="parkingSpot1" src="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2010/10/parkingSpot1-300x225.jpg" alt="" width="180" height="135" /></a></p>
<p><a href="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2010/10/parkingSpot2.jpg"></a><a href="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2010/10/parkingSpot2.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-58" title="parkingSpot2" src="http://7monthsproject.com/wp-content/uploads/2010/10/parkingSpot2-300x225.jpg" alt="" width="180" height="135" /></a><br />
จนกระทั่งวันนึง ขับรถกลับมาจากที่ทำงาน เห็นรถคันนึงมาจอดที่จอดรถผม มันไม่ใช่รถของเจ้าของบ้าน มันไม่ใช่รถของเพื่อนเรา เป็นรถของคนที่เราไม่รู้จัก&#8230; รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที รู้สึกใจมันขุ่นขึ้นมาทันที&#8230; เอาหล่ะไม่เป็นไร ไหนๆก็จะแวะบ้านเข้าไปเอาหมาออกไปเดินเล่นอยู๋แล้ว ตั้งใจว่าจะจอดแป็ปเดียว พอกลับมาถึงบ้านตอนดึก รถคันนีั้นก็ไม่อยู่แล้ว เลยปล่อยให้มันคาใจ ไม่ได้คิดหาเหตุผลว่าทำไมเราโกรธ ลืมมันไปซะ</p>
<p>อีกสองสามวันต่อมา กำลังเดินเล่นกับหมาอย่างมีความสุขอยู่ที่พ้าคใกล้บ้าน ก็ได้รับ sms จากเจ้าของบ้านบอกว่า เออตอนนี้ babysitter เค้ามาจอดที่จอดรถของเราอีกแล้วนะ เค้าเลยเลื่อนรถเค้าให้ เราจะได้มีที่จอด แล้วก็ขอโทษด้วย&#8230; อ่านยังไม่ทันจะได้ใจความดี ก็โมโหขึ้นมาทันที</p>
<p>เอาอีกแล้วเหรอเนี่่ย! นี่จะมาจอดกันอีกกี่ครั้ง&#8230; พอใจกระตุกขึ้นมาแบบนี้ก็คิดได้ เอ&#8230;นี่มันเรื่องใหญ่แล้วนะ ขนาดเราแม้ยังไม่ได้เห็นรถคันนีั้นจอดด้วยซ้ำ แค่เห็นแต่ sms จากเจ้าของบ้านก็โกรธได้แล้ว</p>
<p>ไม่ได้แล้วล่ะ จะมาคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กคงไม่ได้แล้ว เพราะเห็นๆว่ามันกลับมาทำให้ใจขุ่นได้แม้ในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง เร่ิมคิดทันที ว่าจริงๆมันเกิดอะไรขึ้น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราโกรธ เราโกรธเพราะรถที่มาจอดเหรอ ก็ไม่ใช่เพราะหากเป็นรถของเจ้าของบ้าน หรือเป็นรถของเพื่อนเรามาจอดโดยไม่ได้บอก ก็คงไม่ได้โกรธอะไร เป็นคนที่ับรถมาจอดเหรอ ก็ไม่ใชเสมอไปเหมือนกัน ถ้าเป็น เพื่อนเรา หรือคนที่รู้จัก ก็คงไมได้ว่าอะไร จริงๆแล้วสาเหตุของการโกรธไม่ใช่ทั้งรถทั้งคน เพราะเห็นแค่ sms ที่ส่งมาก็โกรธแล้ว ยังไม่ทันได้เห็นตัวรถจอดอยู่ด้วยซ้ำ ยังไม่รู้ดวยซ็ำว่่ารถคันนีั้นจอดจริงหรือเปล่า หรืออาจจะออกไปแล้วเวลาที่เรากลับบ้าน โกรธเพราะการที่คนมาจอดรถแล้วทำให้เราเกิดความไม่สะดวกสบายเหมือนที่เคยก็ไม่ใช่ เพราะที่จอดที่เจ้าของบ้านยกให้ก็อยู่ติดกัน เดินอีกแค่สามก้าวก็ถึง<br />
<span id="more-1"></span>คิดเรื่องนี้อยู่สามวันก็ยังคิดไม่ออก สุดท้ายยอมแพ้ (ซึ่งจริงๆควรจะคิดเองให้ได้) เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้แม่ชีฟัง แม่ชีบอกว่าอาจจะเป็นเพราะ เราคิดว่าที่จอดรถนี้เป็นของๆ เราแล้วมีคนมาจอดก็เหมือนมาเอาของๆ เราไป&#8230; ฟังดูก็มีเหตุผล บางคนอาจจะหลุดตรงนี้ ฟังแล้วสบายใจ แต่สำหรับผม ยังไม่หลุดครับ มานั่งคิดว่าเอที่ตรงนี้มันเป็นของเราจริงเหรอ เจ้าของบ้านให้มาเพราะมากับค่าเช่าบ้าน แล้วถ้าเราตายไปล่ะ ที่ตรงนี้ก็ต้องเป็นของคนใหม่ที่มาเช่า แล้วถ้าเจ้าของบ้านตายไปละ เราก็หมดสิทธิ์ที่จะเช่าบ้านตรงนี้กับเค้า แล้วก่อนหน้าที่เจ้าของบ้านจะซ์้อบ้านหลังนี้ล่ะ มันก็เป็นของเจ้าของเก่า ซื้อต่อๆกันเรื่อยมา เอ&#8230; แล้วคนๆแรกที่มาจับจองที่ตรงนี้ล่ะ เค้าเอามาจากไหน เค้าเอามาจาก city หรือแค่เป่าประกาศให้คนอื่นรู้ว่านี่ที่เค้านะ หรือไปขโมยใครมานะ จริงๆแล้วอาจจะเป็นการซื้อของโจรต่อๆกันมาก็ได้ใครจะไปรู้ แล้วสุดท้ายที่ตรงนี้มันก็ต้องตกเป็นของคนอื่น ผลัดมือไปเรื่อย ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เพราะที่ตรงนี้มันเป็นที่ของโลก ในเมื่อเราเอามันไปไม่ได้ เรายึดมันได้ไม่นาน เรารักษามันไว้ไม่ได้ แล้วเราจะไปยึดติดกับมันทำไม มันจะเป็นของเราได้ยังไง พอคิดอย่างนี้ก็รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย</p>
<p>ชีวิตดำเนินไปอีกสองสามวัน คราวนี้รถคันเดิมมาจอดอีกแล้ว เเอาอีกแล้ว&#8230; แม้จะไม่ข่นใจเท่าครั้งแรกๆ แต่ก็ยังขุ่นใจอยู่ ยังโกรธอยู่ นี่แสดงว่ามันยังผิดอยู่ เอาหล่่ะ ไหนลองน้อมเอาเค้าเป็นตัวเราบ้างซิ เค้ามาจอดที่เราทำไม เค้าจอดเพราะเค้าคิดว่าจอดได้ ไม่เป็นอะไร คิดว่าเราไม่โกรธ เราจอดที่อื่นได้ นั่น&#8230; แล้วเราเคยเป็นมั้ย ทำอะไรบนที่ของคนอื่น บนสมบัติของคนอื่น แล้วคิดว่าเออ เค้าไม่น่าจะว่าอะไร ไม่น่าจะเป็นอะไร&#8230; เอเราก็เคยนี่! เคยจอดรถขวาง garage คนอื่นแล้ววิ่งลงไปส่งอาหาร เพราะคิดว่าแป็ปดียว แต่ปรากฏใช้เวลานานกว่าที่คิด แล้วรถเค้าก็เข้าออกไม่ได้! เออเราก็เป็นะ ตอนจอดเราก็มักง่าย เราไม่ได้คิดถึงใจเจ้าของที่ตอนนั้นเหมืนอกับเรา เค้ากับเราก็เหมือนกันเลย&#8230;</p>
<p>คราวนี้ดีขึ้นเยอะ พอใจเห็นว่าเรากับเค้าไม่ต่างกัน มักง่ายเหมือนกัน ทำแย่ๆได้เหมือนกัน แล้วเราจะไปโกรธเค้าทำไม เรายังไม่โกรธตัวเองเวลาทำอย่างนั้นเลย&#8230; หายไปเยอะครับจิตขุ่น เกือบจะไม่ติดแล้ว แต่มันก็ยังมีอยู่นิดหน่อย ตรงนี้คิดว่าสำคัญ แม่ชีบอกเรื่องอย่างนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันสามารถกลับมากวนใจเราได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการเห็นเหตุการณ์จริงๆ แค่อ่าน sms ก็ทุกข์ได้แล้ว มานั่งทบทวนอีกครั้งระหว่างการเขียนโพสนี้ ก็มาเข้าใจแล้วครับว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร <strong>ผมโกรธเพราะมีคนมาใช้ที่จอดรถ โดยไม่ขออนุญาติผมก่อน มันติดตรงที่ผมไม่ได้อนุญาติเค้า หากเป็นเพื่อน หรือเป็นเจ้าของบ้าน&#8230; จอดได้ครับ ไม่ว่าอะไร มันไม่ได้เกี่ยวกับสถานะว่าเค้าเป็นอะไร แต่มันอยู่ที่เราได้อนุญาติเค้าแล้ว มันเป็นอัตตาของเรานี่เอง&#8230; อัตตาตัวสูงว่าใครก็มาจอดที่จอดตรงนี้ไม่ได้ เพราะไม่ได้ขออนุญาติเราก่อน!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://7monthsproject.com/?feed=rss2&#038;p=1</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
