วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปงานเข้าพรรษาที่วัด หลังจากเสร็จงาน หลวงพี่พูดกับแม่ชีว่า เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยมาธรรมะท้อควันเสาร์เลย แม่ชีบอกเค้ากำลังเท่อยู่ ฟังดูงง ได้แต่ยิ้มไม่ได้คิดอะไร… เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ หลวงพี่ text มาบอกว่า “Are you coming to dhamma talk?” ตอนแรกตัี้งใจจะตอบ + อธิบายว่าทำไม (เหตุุผลเพราะพาแม่ไป shopping… แม่กำลังจะกลับเมืองไทย) แต่ คิดไปคิดมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอธิบาย…
เจ้าแก่ Honda Element เริ่มออกอาการ start ยากมาพักนึงแล้ว พอ start ยากใจก็คิดว่าเป็นเพราะ battery แต่ทำไม แบตหมดเร็วจัง เพราะที่ผ่านมาพึ่งจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ถึงปีแน่ๆ พอดีช่วงกลับเมืองไทย เพื่อนที่เอารถไปใช้ลืมเปิดไฟในรถทิ้งไว้คืนนึง ก็เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ทำให้แบตตายไวกว่าที่ควรจะเป็น
มีโอกาส 3 วันขึ้นไป retreats ที่วัดจัด ไม่เคยได้อยู่เต็มๆ คือหนึ่งอาทิตย์สักครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมเช่นเคย แม้จะเป็นปีที่สาม ปรากฏว่าคราวนี้หลงหาทางขึ้นไม่เจอจริงๆ หลงประมาณยี่สิบนาทีแล้วก็ไปถึงในที่สุด เข้าไปนมัสการหลวงพี่กับแม่ชี มีญาติธรรมถามขึ้นมาว่า you หลงได้ยังไงอ่ะ ตอบเค้าไปว่า ไม่เคยมาตอนกลางคืน… มีรถเพื่อนอีกคันนึงที่ขับตามมาแต่ยังไม่ถึง เค้าก็โทรถามทางเราตลอด แล้วสัญญาณโทรสับก็หมดไป รอกันอยู่พักใหญ่ กว่าเค้าจะหาทางเจอ…
หลังจากเปลี่ยนตัวเองเรื่องการฟัง วันเสาร์ก็เข้าวัดตามปกติ กัลยานมิตรคนนึง ชวนเข้าไปทำสังฆทาน หลังจากเสร็จ หลวงพี่ก็บอกว่า วันนี้จะพูดเรื่องการน้อมให้ฟัง ในใจตอนแรกก็ต้านทันทีว่า น้อมรู้แล้ว เข้าใจแล้ว… เอาอีกแล้วเรา ความดื้อความบ้า ปรามตัวเองเสร็จ เอาเรื่องน้อมทิ้งไป ตั้งใจฟังหลวงพี่พูดใหม่ วิธีการน้อมที่ถูกต้องจะต้องสรุปจบที่ เรากับความเห็นของเรา ไม่ใช่เรากับเค้า ท่านยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องว่า มีคนโทรเข้าหาตอนตีห้าซึ่งเช้ามาก แล้วเราก็ไม่พอใจ… คราวนี้จะน้อมยังไง ผมตอบไปว่า ก็น้อมว่าเราเคยทำหรือเปล่า การโทรไปหาคนอื่นเช้าๆ…
ระหว่างขับไปส่งแม่ชี มีโอกาสได้ส่งการบ้านท่าน เล่าให้ท่านฟังว่าตอนขับรถไปวัด โดนคนขับตัดหน้าแล้วโกรธเค้า ถามต่อว่าโกรธอะไร > เค้ามาตัดหน้า > แล้วที่ถนนข้างหน้ามันเป็นของเราตั้งแต่เมื่อไร > มันเป็นของเราเพราะเราขับรถคันนี้ > แล้วรถคันนี้เป็นรถของเรา…
วัตถุสิ่งของ แม้กระทั่วตัวตนของเรานัน เราเช่าโลกใบนี้มา… เป็นสัญญาเช่าที่ไม่แฟร์กับเราจริง เพราะไม่รู้ว่าเช่าได้นานเท่าไร โลกจะเอาคืนเมื่อไร และเอาคืนในรูปแบบไหน.. นานๆ ครั้งเหล่ากัลยานมิตรจะมีการ conference call เพราะไม่ค่อยมีโอาสได้เจอกัน ระหว่างการคุยกันอยู่นั้น ผมเล่าถึงการพิจารณา วัตถุสมบัติให้เพื่อนๆฟัง แล้วคำนึงมันก็ผุดขึ้นมา คือคำว่า เช่าโลก ทุกสิ่งอย่างที่เราคิดว่ามันเป็นของๆ เรานั้น จริงๆ แล้วมันเป็นของๆ เราแค่เพียงชั่วคราว มันเป็นของโลกมาก่อน แปรเปลี่ยนสภาพไปตามธรรมชาติบ้าง…
ตั๋วหนังมาจากไหน… เราอยากดูหนัง > ไปเลือกเหนัง > จ่ายเงิน > คนขายออกตั๋วมาให้ ดังนั้น ตั๋วหนังเกิดเพราะความอยาก… เรามาจากไหน… เราอยากมาเกิด > เลือกพ่อแม่ > พ่อกับแม่… เลือดเนื้อ อาหาร > ออกมาเป็นเรา เราเกิดเพราะความอยากเช่นกัน…
Thanksgiving ถือเป็นวันหยุดใหญ่ของที่นี่ คนส่วนมากถ้าไม่มี plan ไปเที่ยวกันไกลๆ ก็จะมีการกินข้าวกันกับครอบครัว แม้เราจะไม่ได้มีโอกาสกินข้าว กับพ่อแม่ แต่ ผมโชคดีที่ได้ใช้ Thanksgiving day กับครอบครัวทางธรรม และกัลยานมิตรที่วัด
เข้าไปที่วัดเผื่อว่าวัดต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับงานกฐินที่จะมาถึงอาทิตย์นี้ ปรากฏว่าเป็นวันเกิดของพี่ที่เป็นเด็กวัดเหมือนเรา เลยออกไปกินข้าวกันห้าหกคน กลับมา whatsapp ไปหาหลวงพี่เพราะตอนนั้นประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เผื่อว่าท่านยังไม่หลับจะได้นิมนต์มาเทศน์/ คุยธรรมะ แล้วหลวงพี่ก็เมตตาลงมาจริงๆ (ทั้งๆที่ท่านไม่จำเป็นต้องลงมาก็ได้) เอาธรรมะมาแบ่งกันเท่าที่จำได้ครับ…
เย็นวันเสาร์ได้มีโอกาสเข้าวัดไปคุยกับญาติธรรมคนนึงที่ผ่านการพิจารณาวัิตถุสมบัติอย่างโชกโนมาแล้ว เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ส่งการบ้าน เล่าให้ท่านฟัง ช่วงนี้เห็นของตายไปต่อหน้าต่อตาหลายคร้้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อขาด กางเกงขาด ไม้ขัดหลังหัก รองเท้าขาด เบาะรถขาด ฯลฯ อะไรๆก็ตายไป เจ็บป่วยไปหมด เลยมาถึงเสื้อเก่าๆตัวนึง เห็นว่ามันขาดจริงจังตอนซํกผ้า แล้วก็ออกมาจากปั่นแห้ง
ได้มีโอกาสเจอกับรุ่นพี่กัลยานมิตรที่พึ่งกลับจากเมืองไทยได้ไม่น่าน พี่เค้าได้ไปทั่วร์วัดมาเป็นเวลา 11 วัน ได้ไปตามวัดต่างๆ ได้มีโอกาสตามรอยพระอริยะ ที่ละสังขารไปแแล้ว ไปในที่ๆ ท่านบรรลุธรรม ไปวัดของท่าน เห็นประสบการณ์น่าประทับใจจากแรงศรัทธาของชาวบ้าน ฯลฯ ชอบคำพูดของพี่อยู่หลายๆจุด แต่ที่ติดใจมากคือ ถามพี่เค้าว่า แล้วได้ไปคุยกับหลวงพ่อฯ ถามคำถามที่พี่อยากถาม แล้วท่านตอบพี่ว่ายังไง พี่บอกว่ามันอธิบายไม่ถูก เหมือนฝนที่ตกลงมาซู่หนึ่งแล้วเราสัมผัสความเย็นได้ กลับมามองความรู้สึกที่ได้จากการคุยธรรมะวันนั้นก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน อธิบายไม่ถูกจริงๆว่าฝนตกลงมายังไง แต่พอจะบอกความเย็นที่สัมผัสได้ประมาณนั้น…
อยากได้มานานกับ จีช็อกอันนี้ อยากได้มาเป็นปี แต่ซื้อไม่ลงเพราะ ราคาแพง (สำหรับผม) แล้วก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไร นาฬิกาเราก็มี ราเพียงแต่ชอบรูปแบบของมันเฉยๆ นานๆทีก็เปิด amazon.com ดูมัน อ่านรีวิว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ… จนกระทั่ง Labor Day ที่ผ่านมา G-SHOCK ลดราคาลง เกือบ ห้าสิบเปอร์เซนต์ บวกส่งฟรี เลยตัดสินใจซื้อ… พอได้มาก็ตื่นเต้นกับนาฬิกาเรือนนี้มาก…
หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ หลวงพี่นำนั่งสมาธิประมาณสิบนาที… คราวนี้พอนั่งแป็ปเดียวเกิดนิมิตร มีความรู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นไปบนฟ้า สูงประมาณระดับเพดาน แล้วมองลงมา เห็นตัวเองรวมไปถึงเพื่อนๆ กำลังนั่งสมาธิกันอยู่ รวมไปถึงสิ่งของต่างๆ ในห้อง ใจตอนนั้นมันเห็นว่าเราเองไม่ต่างอะไรกับสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในห้องเลย เราเป็นส่วนหนึ่งของห้องพระนั้น แวปแรกนึงถึงคำแม่ชีฯ ที่เคยสอนว่า นิมิตรเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่คิดไม่ออกว่าจะเอามาพิจารณายังไงดี ก็เลยตัดสินใจดูกายไป ดูผิวหนังไป
เข้าวัดทำวัดเย็น แล้วได้นั่งสนทนาธรรมกับหลวงพี่ ท่าน mention ถึงการน้อมสามเอาอุบายธรรม แล้วก็ยกตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ที่นาง (จำชื่อไม่ได้) กรอได้แล้วได้หมด ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดานัน การน้อมมีสามแบบ ซึ่งแบบที่เป็นประโยชน์ จะเป็นแบบที่สาม… แบบแรกคือ เห็นด้ายหมดหลอด ก็คิดว่า ทุกสิ่งอย่างในโลกจะต้องหมดไป ตายไป แบบที่สอง คือ พอหมดหลอด เราก็คิดว่าเราเองก็ตายได้เช่นกัน เหมือนได้ทีหมดนี้ อันนี้ก็พอได้อยู่แต่ ใจก็ยังไม่เชื่อเท่าไร…
BB เหมือนเรายังไง มีชื่อเหมือนกัน (Blackberry) มีที่อยุ่เหมือนกัน (Verizon) มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนเหมือนกัน (logo) พูดได้ ฟังได้ จำได้ คิดได้ มีสมุดจำบันทึกเหมือนกัน (microSDcard) ต้องกินข้าวเหมือนกัน มีของเสียออกมา (radio wave) มีหน้าที่เหมือนกัน BB มาจากไหน replacement phone from Verizon…
กัลยานมิตรคนนึง ได้สรุปการเทศน์ของพระอาจารย์มาให้ฟังอีกทีสรปได้ใจความดังนี้ โช่ตรวน… คนเราเปรียบเสมือนนักโทษ มีโช่ตรวนล่ามอยู่ โช่ที่ล่ามคอเปรียบเสมือนลูก จะกินอะไรดีๆต้องเก็บไว้ให้ลูกกิน ทำอะไรก็ต้องนึกถึงความอยู่รอดของลูกก่อน ให้ลูกกินก่อนให้ลูกได้ก่อน โซ่ที่ล่ามลืมเปรียบเสมือนครอบครัว จะทำอะไรจะหยิบจะจับ ทำงานต่างๆ ก็ต้องคิดถึงครอบครัว ทำตามใจตัวเองได้ได้ เอาสิ่งทีเราต้องการไม่ได้ โซ่ที่ล่ามข้อเท้าเปรียบเสมือน วัตถุสมบัติ… แม้เราจะมีโซ่ตรวนเหล่านี้ตรึงเราไว้ แต่เราต้องทำใจให้ปราศจากโซ่เหล่านี้ เราจะต้องทำใจให้เป็นอิสระ จนกระทั่งวันนึง เราพร้อม (ผมมองว่าหมดโทษ) เราก็สลัดโซ่ตรวนเหล่านั้นออก ท่านเล่าต่อว่ามีคนเคยถามหลวงพ่อว่า…
ตอนนั่งฟังธรรมะจากพระอาจารย์ในช่วงถามตอบ พระอาจารย์ถามว่าอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว ผมตอบไปว่าสิบกว่าปี ในขณะเดียวกันรุ่นพี่ญาติธรรมพูดแทรกขึ้นมาบอกแทนเราเสร็จสรรพ ว่าเรากำลังจะบวชเพราะพ่อไม่สบาย ที่นู่นที่นี่ เป็นเวลานานเท่านั้นเท่านี้ ใจมันฉุนกึกขึ้นมาว่าเค้ามีสิทธิ์อะไรที่มาพูดเรื่องของเราต่อหน้าพระอาจารย์ ขนาดเราเองยังไม่พูดอะไรเลย…
ก่อนที่ความทรงจำจะลบเลือนออกไป อยากจะเขียนบันทึกคำสอนของพระอาจารย์ไว้เท่าที่จะทำได้ เป็นการสนทนาธรรมประมาณสองชั่วโมงกว่า ผมสรุปสั้นๆ ในแต่ละประเด็น
อาทิตย์ที่แล้ว มีเกมเปิดซีซั่นของทีมเบสบอลไจแอนต์ คนเข้ามาดาวทาวเยอะมาก ที่จอดรถปกติจ่าย 10เหรียญ ขึ้นราคาเป็น 20 เหรียญ… รับไม่ได้ (เพราะเค้าเคยขึ้นราคาเวลามีเบสบอลเกม แต่ในราคา 15 เหรียญ) ขับรถวนไปวนมาหาที่จอดใหม่ ไปเจอที่จอดรถของ city คิด 10เหรียญถ้าเข้าก่อนเก้าโมงเช้า แล้วออกก่อน หนึ่งทุ่ม เข้าไปได้ที่จอดทันที รู้สึกดีมากๆ แถมยังใกล้ที่ทำงานมากขึ้นกว่าเดิมอีก ในใจคิดว่าต่อไปจะมาจอดตรงนี้ตลอด ไม่ไปจอดตรงนั้นแล้ว…
นอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืน ตื่นมาตอนตีสี่กว่าๆ ตื่นมาก็ใช้ BB อีเมลหากัลยานมิตรคนนึงซะชุดใหญ่ หลังจากนั้นก็ ลุกขึ้นมาอาบน้ำ ทำวัตรเช้า แล้วก็นั่งสมาธิ… กำลังนิ่งนิ่งเลยทีเดียว BB ก็ส่งเสียงออกมา ใจก็เกิดความดีใจขึ้นมาทันที… แล้วก็มีเสียงในใจตามมาถามติดๆว่าดีใจอะไร… เอ… ตะกี้มันเกิดอะไรขึ้นนะ
ต้องเดินทางกลับไทยประมาณ 1 เดือน เลยต้องหาคนช่วยดูแลเจ้าปั้น ได้เบอร์ติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่ง เลี้ยงหมาพันธุ์เดียวกัน แต่ตายไปปีกว่า ลองโทรไปว่าเค้าสะดวกมั้ย ก็ได้รับการต้อนรับ และยินดีอย่างยิ่ง เค้าเล่าให้ฟังถึงประสบการช่วงสุดท้ายของชีวิตหมาเค้า ที่เค้าจำเป็นต้องฉีดยาให้มันตายไป เค้านั่งกอดหมาจนวินาทีสุดท้ายของมัน เล่าไปก็เสียงสั่นไป… มันกระเทือนใจเรา แต่ก็มานั่งคิดอยู่เหมือนกันว่า เค้าไม่น่าจะต้องเสียใจขนาดนี้ เรื่องมันก็นานมาแล้วด้วย วางโทรศัพท์เสร็จก็ลองเอาเรื่องนี้มาน้อม ถ้าเราเป็นเค้า เราต้อทำแบบนี้กะเค้า เราจะรู้สึกยังไง… เอาแบบ เอาให้เหมือนจริงเลย นึกกันแบบสุดๆเลย……
หลวงพี่แนะนำว่าคุณสมบัติของนักปฏิบัติมีสามข้อคือ จับประเด็น: จับคำพูดตัวเอง: ไม่กลัวผิด:
แม่ฝากซื้อพลาสติกหนีบปากถึงจาก IKEA บอกที่ไทยหายังไงก็ไม่มี ขับรถไปที่ IKEA จะได้ฝากเพื่อนกลับไทย เดินหาสักพักก็เจอ ป้ายบอกราคา 1.99/3 pk แล้วลดเหลือ 99c/ 3 pk ดีใจได้ของถูกรีบคว้ามาสามถุง เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกอยากได้ด้วย เลยบอกเอาไปเลยถุงนึง แล้วเราให้แม่สองถุง พอจ่ายเงิน แคชเชียร์บอกว่า สิบกว่าเหรียญ ก็เลยถามว่าเป็นไปได้ยังไง เค้าบอกเราว่าราคามันถุงละ $2.99 บวกแทกอะไรต่ออะไรก็สิบกว่าๆ…
ซื้อข้าวกลาวันเป็นอาหารกล่องอินเดีย มี Tikamasala Chicken แล้วก็ผัดผักรวมราดข้าว ใส่กล่องพลาสติกปิดฝาเรียบร้อย วันนี้ไม่ได้ออกไปกินข้าวกับใคร เลยนั่งพิจารณาอาหารกลางวันคนเดียว
เวลาปิดโปรเจคส่วนมากเจ้านายก็จะเรียกพวกเราไปกินเลี้ยงฉลอง (ไปเมา) กันที่ฝับ ผมไม่เคยไปกับเค้าสักครั้งเพราะเลิกดื่มมานานแล้ว อีกอย่างก็ไม่ได้เห็นว่าการไปนั่งตะโกนคุยกันที่บาร์ มันสนุกตรงไหน มันไม่เหมือนเก่า แต่ละครั้งที่ชวนก็เลยไม่ได้ไป บ่อยเข้า ก็เริ่มรู้สึก (ไปเอง) ว่าเราแบบชักจะแปลกแยกไม่ค่อยเข้ากะกลุ่มเค้า รุ้สึก(ไปเอง)ว่าเจ้านายคิดว่าเราไม่สนใจในเรื่องการมีส่วนร่วมกะกิจกรรมบริษัท… อยู่มาวันนึงเจ้านายเดินมาบอกกับทุกคนว่า เค้ามีตั๋วคอนเสริทสองใบซื้อไว้สำหรับเค้ากะแฟน แต่ไปไม่ได้ จัดคืนนี้ เป็นคอนเสริทแจ้ส ใครสนใจบ้าง… ไม่ใครตอบรับ ใจจริงก็ไม่ได้อยากไปอะไร แต่ยกมือขึ้นบอกเราจะเอา…
เย็นวันจันทร์ แวะซื้อของสดที่ตลาดจีน ซื้อค่อนข้างเยอะคราวนี้เพราะยังเป็นหวัดอยู่ กะจะจำศีลอยู่ที่บ้านไม่ออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น ตอนจ่ายเงินที่ แคชเชียร์ ก็มีลุงคนนึงแพคของใส่ถุงก่อนหน้าเรา ตอนเรกนึกว่าเป็นพนักงานของร้าน แต่เห็นเค้าแพคของส่วนของเค้าแล้วก็รีบเดินออกไป…
บ่ายวันเสาร์ได้มีโอกาสนั่งสนทนาธรรม กันเป็นวงเล็กๆสบายๆ มีแค่ ผม กับ กัลยานมิตร อีกสองคน แล้วก็หลวงพี่ ช่วงหลังๆ บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองชักจะเข้าวัดมากเกินไป ฟังมากเกินไป เนื่องจากเรื่องที่ฟังก็เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ทราบอยู่แล้ว จริงๆไม่จำเป็นจะต้องเข้าก็ได้ กลับมานั่งคิดอีกทีทำไมเราคิดอย่างนี้ ถ้าคิดว่าเราแน่จริงเก่งจริง เราต้องละทุกข์ได้ลดทุกข์ได้สิ แต่ทำไม่ยังทุกข์อยู่ล่ะ แสดงว่าที่คิดไว้มันยังไม่ถูก มันยังไม่มากพอ หลักฐานที่หาที่เก็บมันยังไม่มากพอ… เอาล่ะกลับมาที่วงธรรมของบ่ายวันเสาร์ เป็นการสนทนาธรรมที่ค่อนข้างนาน ตั้งแต่บ่ายโมงกว่าๆถึงหกโมงเย็น…
นั่งสนทนาธรรมสบายๆกับ หลวงพี่ แม่ชี แล้วก็ญาติธรรมอีกสองคน ทุกคนต้อนรับด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ถามถึงอาการณืป่วย หลวงพี่เข้าเรื่องทันที ท่านเล่าว่าญาติธรรมเห็นท่านหน้าแดง ก็ถามว่าหลวงพี่ไม่สบายเหรอ ซึ่งความจริงท่านไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่ที่ญาติธรรมคนนั้นคิดว่าหลวงพี่ไม่สบายเพราะ เค้าเองไม่สบาย เห็นว่าช่วงนี้อากาศเย็น วัดอากาศเย็น คนไม่สบายมากมาย พอเห็นหลวงพี่หน้าแดงนิดหน่อยก็คิดไปเลยว่าหลวงพี่จะต้องไม่สบาย
ไม่สบาย ตื่นสาย ไปถวายเพลไม่ทัน ผม Whatsapp ไปหาเพื่อนที่วัดดังนี้ T: Will there be dhramma talk this afternoon? K: If u t here, yes T: Ok. I will be…
การปฏิบัติส่วนมากที่ผมขาดคือเรื่องของ Network หรือ การเชื่อมโยง… หลวงพี่กับผม จะไปรับหลวงพี่กับแม่ชีที่แอร์พอร์ต วันนี้เจ้าปั้นมาแล้วก็นั่งอยู่ท้ายรถด้วย หลวงพี่เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆกระจกท้ายรถ เจตนาดีต้องการจะทักทายเจ้าป้น แต่มันตกใจ เพราะพึ่งตื่น ลุกมาเห่าซะดังตะกุยตะกายใส่กระจก…
ผมขับรถเองตลอด น้อยครั้งมากที่จะมีคนขับให้ แล้วเราไม่ต้องขับ ทุกครั้งที่มีเพื่อนขึ้นรถเราก็จะล็อครถให้ เปิดล็อคให้เวลาเค้าจะลง… วันก่อนไปรับเพื่อน พอเค้าขึ้นรถ ปิดประตูเสร็จก็กดล็อคปิดทันที ตัดหน้าเราไปนิดเดียว ฟังดูก็เหมือนไม่มีอะไรแต่ในใจมันขุ่นมันหมอง มันเกิดความต่าง กลับมานั่งคิดว่าเราเป็นอะไรนะ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา
มีกัลยานมิตรคนนึงกำลังมีปัญหาหนัก ถามผมมาดังนี้… มันอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้เราเครียด ยกกำลัง 2 ได้เลย เราจะเล่าแบบกระชับนะ เรื่องมีอยู่ว่า มีน้องที่ออฟฟิตมาบอกชอบ แล้วพอเราบอกไม่ได้คิดอะไร เค้าก็ทำหน้าบึ้งตึงไปสองวันไม่พูดด้วย ไม่มองหน้า แล้ววันที่สาม มาบอกว่าขอโทษที่ทำตัวแย่ๆแบบนั้น จะไม่ทำอีก แล้วเราก็นึกว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว แต่สุดท้าย น้องเค้าก็ยังทำตัวไม่ปรกติ ก็เข้าใจเค้า คงจะทำตัวไม่ถูก ไม่ปรกตินี้คือประมาณว่า เวลาออกไปกินข้าวกันหลายๆคน เค้าก็จะแยกเดินคนเดียว ทำหน้าบึ้งตึง…
การทำทานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นการสะสมบารมี เป็นการสวนกระแส เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เราเอาประโยชน์เข้าตัว การให้ถือเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจจะมีสาเหตุหลักๆสามประการที่ทำให้เราหยุดทำทาน ผิดหวังในตัวองค์กร เราทำผิดต่อองค์กรนั้นแล้วไม่กล้ากลับไปอีก ได้ยินมาว่าองค์กรนั้นๆไม่ดีบุคคลเหล่านั้นไม่ดี
เข้าไปถวายเพลที่วัดวันนี้ เอาองุ่นเข้าไปถวายเพราะไม่มีเวลาซื้อกับข้าว หลวงพี่ให้ธรรมะหลังจากถวายเพลเกี่ยวกับเรื่องของการขอโทษ… วัดแห่งนี้จะมีคำสอนที่แตกต่างกับวัดอื่นๆตรงที่เราจะสอนให้ attack ปัญหา หรือสู้กับปัญญา ไม่ใช่แค่รับรู้ปัญญา เพราะถ้าเรารับรู้ปัญหาเฉยๆ สักวันมันก็จะกลับมาอีก ไม่มีวันจบสิ้นไป ยกตัวอย่างเรื่องนึงซึ่งคนส่วนมากเห็นผิดหรือเข้าใจผิด นั่นก็คือการขอโทษ
เท่าที่ผมรู้มาคำสอนในสายปัญญาแบ่งออกเป็นสองทางใหญ่ๆ (เน้นย้ำว่าเท่าที่รู้มา) คือการอยู่กับปัจจุบันมองเรื่องต่างๆที่อยู่ตรงหน้าแล้วเอามาเป็นอุบายธรรม อีกแบบหนึ่งคือการคิดพิจารณาซึ่งสังเกตุความทุกข์ของตัวเองเมื่อเกิดขึ้นแล้วเอามาพิจารณาว่า ตรงไหนที่เราเห็นผิด ความแตกต่างใน approach หรือวิฮีการทำให้ผมเขวไปพักใหญ่ ฝ่ายอยู่กับปัจจุบันบอกว่าเราต้องทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ถ้าเรามัวแต่เอาเรื่องในอดีตมาคิด มันอาจจะทำให้เราไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่ตรงหน้าได้ดีเท่าที่ควร ประกอบกับเราก็จะจมอยู่กับความทุกข์ เราเอาความทุกข์มาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก็จะทำให้เราติดอยู่กับความทุกข์ตรงนีั้น… ฟังดูก็มีเหตุผลดี ส่วนสายการพิจารณานั้นก็บอกว่าถ้าเราไม่เอาความทุกข์มาพิจารณาแล้วเรามัวแต่อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า เราไม่ได้กำจัดความเห็นผิดหรือ สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ หรือว่าเรายังไม่ทราบว่าเราเห็นผิดตรงไหน ไม่ช้าความทุกข์ตรงนั้น ความทุกข์ในเรื่องเดิมๆมันก็จะกลับมาหาเราอีก หากเราทราบสาเหตุที่แท้จริง แล้วดับที่เหตุ ความทุกข์ดังกล่าว ความเห็นผิดดังกล่าวก็จะไม่กลับมารบกวนเราอีก… ฟังดูก็มีเตุผลเช่นกัน…โชคดีมีโอกาสได้เจอกับกัลยานมิตรคนนึงซึ่งผมนับถือมาก…
อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา, พิจารณาปักเที่ยง, วัตถุสมบัติ ฐาติสี่ ฯลฯ ยังไม่ใช่หลักสำคัญของการปฏิบัติ แม่ชีบอกผมว่าหลักใหญ่สำคัญสองอย่างคือ ประเด็นคืออะไร น้อมเช้าตัว
ถามหลวงพี่ว่าแต่ละวันในการปฏิบัติเราควรจะทำอะไรมากน้อยแค่ไหนกันแน่ ในสัดส่วนของ การน้อมเข้าตัว หรือเวลามีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สกต่างๆ หรือพิจารณาวัตถุสมบัติ หลวงพี่ตอบกลับมาได้ดีมากว่าจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทุกๆอย่าง ทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นมีวัตถุสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น… ไม่เข้าใจ เลยยกเรื่องเพื่อนไม่ชวนกินข้าว เอามาถามหลวงพี่
วันนี้ประชุมเสร็จตอนสิบเอ็ดโมง นั่งใส่หูฟังทำงานคนเดียวจนถึงเที่ยง เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเพื่อนๆ ออกไปทานข้าวกันหมด ไม่ได้ชวนเรา ดีนะที่มีข้าวกลางวันมากิน นึกแล้วก็น้อยใจ เสียใจว่าเพื่อนไม่ชวนกินข้าวเหมือนเมื่อก่อน…
ได้มีโอกาสนั่งคุยกันแม่ชีท่านหนึ่งกับ ญาติธรรมอีกสองท่าน เป็นการสนทนาแบบสบายๆ แม่ชีรูปนี้เป็นอาจารย์กรรมฐานที่ผมนับถือที่สุดท่านนึง เป็นคนเปิดประตูของการปฏิบัติแบบแนวปัญญา เป็นคนชี้ให้เห็นอีกมุมมองของพุทธศาสนา… ท่านกำลังจะเดินทางไกล ผมมีโอกาสเลยเข้าไปแวะเยื่ยมและล่ำลา ทุกครั้งแม่ชีจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป ท่านจะถามทุกข์สุขเพียงเล็กน้อยแล้วก็เริ่มสอนธรรมทันที ระหว่างที่ท่านกำลังพูด ญาติธรรมก็เอากล้วยอบกับฟักทองอบมาให้ทานเป็นของทานเล่น หยิบกินแล้วอร่อยดีก็ขยับปากจะถามญาติธรรมท่านนั้นว่าไปซื้อมาจากไหน หรือทำยังไง เพราะท่านเป็นเจ้าของบ้าน แต่แล้วใจก็ฉุดคิดขึ้นมา…
เป็นบุญของผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับเจ้าอาวาส ท่านเพึ่งลงเครื่องบินมาแต่ไม่ได้แสดงความเหน็ดเหนื่อยหรือแสดงอาการอยากพักผ่อนแต่อย่างใด ทางตรงข้ามท่านกลับออกมานั่งคุยกับคราวาสที่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ท่านบอกว่าเอาล่ะ วันนี้จะสอนกรรมฐานให้ แต่เป็นกรรมฐานลืมตานะ กรรมฐานหลับตาเรียนมามากแล้ว แต่วันๆ พวกเราลืมตามากกว่าหลับตา ดังนี้วันนี้อาตมาจะสอนกรรมฐานหลับตา เพราะว่ามีโอกาสได้ใช้มันมากกว่า…
เป็นเรื่องต่อจาก post ติดที่จอดรถ… ข้อดีของการได้พูดคุยกับกัลยานมิตร (ในกรณีนี้คือหลวงพี่) หลายๆคนเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ก็ทำให้เห็นอะไรในอีกมุมหนึ่ง หลวงพี่กลับมาจากจำพรรษาที่อื่น ก็พึ่งจะได้มีโอกาสได้นั่งคุยกัน เริ่มจากถามทุกข์สุข แล้วก็เลยไปถึงข้อสงสัยของการปฏิบัติ แล้วก็กลับมาเรื่องที่จอดรถ… ผมเล่าด้วยความภูมิใจ อยากจะบอกหลวงพี่ว่าคิดถูกแล้ว หลุดแล้ว เล่าซะนาน ท่านก็ยิ้มฟังจนจบ แล้ววท่านก็บอกว่าที่เล่ามาเป็นน้ำหมด ใจความีนิดเดียว คือวัตถุสมบัติที่มี เห็นผิดไปว่า ต้องได้ใช้ ต้องควบคุมได้… (what…)…
ความเคยชินกับอะไรก็ตามทำให้ผมเกิดความยึด เกิดนิจจังกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว… พื้นที่ปูนซีเมนต์สี่เหลี่ยมที่แสนจะธรรมดาหน้าบ้านเช่าของผม ได้รับการจัดสรรจากเจ้าของบ้านให้เป็นที่จอดรถของผม เค้าเองเห็นว่ามันสะดวก พอจอดรถก็เปิดประตูเข้าบ้านได้เลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบปีที่เช่าที่ตรงนี้ ก็จอดรถตรงนี้มาตลอดไม่เคยมีปัญหา ทุกอย่างกลายเป็นความเคยชิน จนกระทั่งวันนึง ขับรถกลับมาจากที่ทำงาน เห็นรถคันนึงมาจอดที่จอดรถผม มันไม่ใช่รถของเจ้าของบ้าน มันไม่ใช่รถของเพื่อนเรา เป็นรถของคนที่เราไม่รู้จัก… รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที รู้สึกใจมันขุ่นขึ้นมาทันที… เอาหล่ะไม่เป็นไร ไหนๆก็จะแวะบ้านเข้าไปเอาหมาออกไปเดินเล่นอยู๋แล้ว ตั้งใจว่าจะจอดแป็ปเดียว พอกลับมาถึงบ้านตอนดึก รถคันนีั้นก็ไม่อยู่แล้ว เลยปล่อยให้มันคาใจ ไม่ได้คิดหาเหตุผลว่าทำไมเราโกรธ ลืมมันไปซะ…